Showing posts with label มะเร็ง. Show all posts
Showing posts with label มะเร็ง. Show all posts

ใบยอ สรรพคุณ

10:48 PM Add Comment

ใบยอ

ใบยอ
(http://health.kapook.com)

ใบยอ มากสรรพคุณทางยา ใช้ได้ทั้งลูกและใบ ปัจจุบันนำลูกยอใช้ในแพทย์ สมุนไพรต้านมะเร็ง ทางเลือกกันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคติดสุรา หรือยาเสพติด อาการแพ้ โรคข้ออักเสบ โรคหอบหืด โรคสมอง แผลพุพอง มะเร็ง โรคเส้นโลหิตหล่อเลี้ยงหัวใจ อาการแพ้สารเคมี โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร โรคเซลล์เจริญเติบโตนอกมดลูก โรคเก๊า โรคภูมิคุ้มกันต่ำ อาการอักเสบต่างๆ อาการบวม อาการปวดบวม อาการอ่อนเพลีย อาการปวดกล้ามเนื้อ

สรรพคุณ

ใบยอ ลูกยอ มีสรรพคุณ รักษาโรคเบาหวาน เป็นแหล่แคลเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วย รักษาโรคความดันโลหิตสูง ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ช่วยแก้วัณโรค ด้วยการใช้ผลหรือใบเป็นยาพอก ลูกยอมีสารซีโรนีน เมื่อดูดซึมกลับสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย จะช่วยปรับสภาพเซลล์ให้มีความสมดุลและแข็งแรง และช่วยเสริมสร้างต้านทานได้เป็นอย่างดีใช้บำบัดและรักษาโรคมะเร็ง

ใบยอ, รากยอ  ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และเนื้องอก

ลูยอ มีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาทแบบอ่อนๆ ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ ช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดีขึ้น

สารเซโรโทนิน ที่มีในลูกยอ ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ลำไส้ดูดซึมได้ง่าย ช่วยระบายท้อง ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก ช่วยแก้อาการปวดท้อง

สิ่งน่าสนใจของเรา



Advertisment


สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง รู้ไว้ป้องกัน

6:32 AM Add Comment
สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง รู้ไว้ป้องกัน

สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง รู้ไว้ป้องกัน

ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ว่า มะเร็ง มีสาเหตุจากอะไร แต่มะเร็งมีสาเหตุที่ทำให้เกิดได้หลายสาเหตุ มีดังนี้

  1. เชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้อไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรค มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งโพรงจมูก หรือเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในกระเพาะอาหาร มีคนพบว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหาร
  2. พยาธิใบไม้ในตับ เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งตับ และทางเดินน้ำดี
  3. สารเคมีหลายชนิดก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น พวกแอสเบสทอส ทำให้เกิดมะเร็งปอด
  4. ยาบางชนิด เช่น ยาฮอร์โมน ซึ่งไม่ควรรับประทาน ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำจากแพทย์
  5. การสูบบุหรี่ และการดื่มสุรา

วงจรชีวิตของมะเร็งที่อยู่ในร่างกาย

  1. โปรตีน มะเร็งจะชอบมาก เพราะมะเร็งสามารถขยายพันธุ์
  2. ไขมัน มะเร็งสามารถสร้างเนื้อร้ายให้เติบโตได้
  3. เกลือ เป็นเกราะกำบัง ยึด ติดแน่น

ผู้เป็นมะเร็งต้องตัดวงจรของมันให้ได้

  1. โปรตีน มีอยู่ในเนื้อสัตว์ทุกชนิด อาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์
  2. ไขมันจากสัตว์ ของทอดอมน้ำมัน อาหาร ผัดน้ำมันมากๆ
  3. เกลือโซเดียม ที่ผสมอาหารแต่ละชนิด
  4. อาหารรสจัด หวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด
  5. สับปะรด

อาหารที่ผู้เป็นมะเร็งต้องการมาก

  1. วิตามิน ซี  มีในผัก ผลไม้สด
  2. เบต้าเคโรทีน มีในพืชผักใบเขียว สีส้ม
  3. เซราเนียม มีในหอมแดง หอมใหญ่ กระเทียม
  4. คลอโรฟิลล์ ช่วยกำจัดสารพิษ อยู่ในผักใบเขียว


Advertisment


โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง (Gastritis) อาจนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็ง

11:53 PM Add Comment

โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง (Gastritis)

โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง (Gastritis) เกิดจาการที่เนื้อเยื่อบุ ผนัง ของกระเพาะอาหาร บวม แดง เมื่ออาหารไม่ตกถึงกระเพาะ และมีน้ำย่อยออกมาทำหน้าที่ย่อย อาหาร แต่เมื่อไม่มีอาหารตกถึงกระเพาะก็ทำให้น้ำย่อยทำการกัด ย่อยเนื้อเยื่อ ผนังของกระเพาะอาหารแทน เมื่อ นานเข้า ก็ทำให้ผนัง ของกระเพาะ แดง บวม เกิดการอักเสบ บวกกับ ในกระเพาะของเรามีเชื้อโรค แบคทีเรียอยู่มากมาย และก็มีเชื้อโรคที่ทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร และ เชื้อที่ทำให้เกิดมะเร็ง มีชื่อว่า "เอช ไพโลไร (Helicobacter pylori หรือ H. pylori)" ซึ่งอาจติดต่อได้จากการสัมผัสน้ำลาย และ/หรือ อุจจาระของคนที่เป็นโรค จากการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม จะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองของกระเพาะอาหาร หรือโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ประมาณ 1-2 %

กระเพาะอาหาร
ภาพแสดง กระเพาะอาหาร cr http://haamor.com/


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ


  • กินยาแก้การอักเสบ หรือยาแก้ปวดกลุ่มเอนเสดส์ (NSAIDs,Non-steroidal anti inflammatory drugs) โดยเฉพาะการกินยาอย่างต่อเนื่อง เช่น แอสไพริน Ibuprofen Celecoxib และ Indomethacin หรือ ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งยาในกลุ่มดังกล่าวจะก่อการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกบุภายในกระเพาะอาหาร ก่อการอักเสบ และก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ (โรคแผลเปบติค)
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มาก เป็นประจำ ไม่ทานอาหาร ปล่อยให้ท้องว่าง
  • การสูบบุหรี่ 
  • การดื่มเครื่องดื่ม กาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง มักทำให้อาการรุนแรงขึ้น จากการก่อการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกกระเพาะอาหาร และกระตุ้นให้เซลล์เยื่อเมือกสร้างกรดเพิ่มขึ้น
  • ติดเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร เป็นเชื้อก่อมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งในกระเพาะอาหารอักเสบ
  • โรคภูมิแพ้ตนเอง/ภูมิต้านตนเอง
  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด
  • ติดเชื้อราบางชนิด ซึ่งมักพบในผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง เช่น จากติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือโรคเอดส์
  • โรคจากที่น้ำดีจากตับซึ่งปกติจะอยู่เฉพาะในลำไส้เล็ก ล้นเข้าสู่กระเพาะอาหาร น้ำดีจึงก่อให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบของเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร
  • ความเครียด เพราะจะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดจะก่อการระคายเคือง และ การอักเสบต่อเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร
  • อุบัติเหตุร้ายแรงที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดความเครียดสูง ซึ่งส่งผลให้กระเพาะอาหารสร้างกรดสูงขึ้นมาก เช่น อุบัติเหตุต่อสมอง หรือหลังการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดสมอง หรือช่องท้อง จึงเกิดกระเพาะอาหารอักเสบรุนแรง หรือแผลในกระเพาะอาหาร (Stress ulcer)
  • ดื่มกรด หรือ ด่าง ซึ่งทั้งกรด และด่างจะก่อให้เกิดการระคายเคือง และการอักเสบของเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ รักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ คือ การรักษา สาเหตุ และการรักษาประคับ ประคองตามอาการ
การรักษาตามสาเหตุ เช่น ให้ยาปฏิชีวนะเมื่อโรคเกิดจากติดเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร หรือการปรับเปลี่ยนยาแก้ปวด เมื่อโรคเกิดจากยาในกลุ่มเอนเสดส์ เป็นต้น 
การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะอาหาร ยาช่วยย่อยอาหาร และยาบรรเทาอาการปวดท้อง เป็นต้น
นอกจากนั้น คือ ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต คือ เลิกสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลิกบุหรี่ และจำกัด เครื่องดื่มมีกาเฟอีน

อาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ อย่างไร จึงควรพบแพทย์

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และการพบแพทย์ ได้แก่ กินยาตามแพทย์แนะนำ ให้ถูกต้อง สม่ำเสมอ
อาการ สังเกตความสัมพันธ์ของอาการกับอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ จำกัด หรือ งดอาหาร และเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดอาการ หรือที่เพิ่มความรุนแรงของอาการ
งด/เลิก บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจำกัดเครื่องดื่มกาเฟอีน
รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆซ้ำหลัง จากรักษาโรคหายแล้ว
ป้องกันเบื้องต้นเมือเกิดอาการ ไม่ซื้อยาแก้ปวด หรือ ยาสเตียรอยด์ กินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ ยาบาล หรือ เภสัชกร ก่อน

พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการต่างๆเลวลง หรือ มีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่อกังวลในอาการ
พบแพทย์/ไปโรงพยาบาล เมื่ออาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระมีสีดำเหมือนยางมะตอย

การป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ก่อนจะสาย

การป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ที่สำคัญ คือ
รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อป้องกันกระเพาะอาหารติดเชื้อต่างๆ
รักษาสุขภาพจิต เพื่อลดภาวะการสร้างกรดสูงของกระเพาะอาหาร
ไม่ซื้อยาแก้ปวด หรือ ยาสเตียรอยด์ กินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือ เภสัชกร
งด/เลิก บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจำกัดเครื่องดื่มกาเฟอีน
รักษา ควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อกระเพาะอาหารอักเสบ

การรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ เมื่อเป็นแล้ว

โรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อ H. Pylori นั้น แพทย์จะรักษาโดยการให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเพื่อให้กรดลดลง และกระเพาะอาหารสามารถสมานแผลได้ดีขึ้น รวมถึงพิจารณาให้ยาในกลุ่มที่ใช้ป้องกันเนื้อเยื่อของกระเพาะอาหารร่วมด้วยส่วนโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ H. Pylori รักษาให้หายขาดได้โดยการรับประทานยาประมาณ 2 สัปดาห์ 

สำหรับโรคกระเพาะอาการที่เกิดจากการทำงานผิดปกติ อาจต้องรักษา โดยยาอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า Prokinetic ซึ่งเป็นยาที่ช่วยให้การเคลื่อนตัว ของกระเพาะกับลำไส้ หรือกระเพาะกับหลอดอาหารทำงานประสานกันได้ดีขึ้น 

ทั้งนี้ โรคกระเพาะอาหารไม่ถือเป็นโรคอันตราย แต่หากปล่อยไว้จนเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารกระเพาะทะลุ และกระเพาะอุดตัน ก็อาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น นพ. สิริวัฒน์ มีคำแนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาดในปริมาณไม่มากไม่น้อยเกินไป และให้เป็นเวลาไม่รับประทานอาหารรสจัด ควบคุมความเครียด ละเว้น แอลกอฮอล์ กาแฟ รวมถึงไม่รับประทานยาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร หากทำได้เช่นนี้ โรคกระเพาะอาหารก็ไม่ใช่โรคใกล้ตัวคุณอย่างแน่นอน ที่มาจาก https://www.bumrungrad.co

สมุนไพรที่ช่วยบันเทา และรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ 




Advertisment


ข้อมูลจาก +G สูตรสมุนไพรรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ สูตรหาทำทานได้ง่าย ลองทานกันดู
  • กล้วยน้ำว้า : นำผลมาปอกเปลือก หั่นเป็นแว่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง บดให้ละเอียดเป็นผง ใส่ขวดเก็บไว้ ใช้ผง 1-2 ช้อนโต๊ะชงน้ำร้อนดื่ม หรือผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน กินก่อนอาหารและก่อนนอน
  • ขมิ้นชัน : เป็นสมุนไพรของไทย ใช้เหง้าแก่สด ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัด 1-2 วัน บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน หินครั้งละ 3-5 เม็ด (ถ้าบรรจุแคปซูล กินครั้งละ 2 แคปซูล) วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
  • ว่านหางจระเข้ : ใช้ใบสดที่เพิ่งตัดออกจากต้น นำมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกส่วนที่มีสีเขียวออกให้หมดเหลือแต่วุ้นใส หากมียางสีเหลืองติดที่วุ้นให้ล้างออกก่อน หั่นวุ้นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 3 นิ้ว ล้างให้สะอากอีกครั้ง กินวันละ 2 เวลา ก่อนอาหารเช้า เย็น
  • กระเจี๊ยบเขียว : ใช้ผักลวกกินน้ำพริกทุกวัน เมือกลื่นๆ ในผลกระเจี๊ยบเขียว ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้
  • หัวปลี : นำปลีกล้วยน้ำว้ามาเผา แล้วบีบเอาแต่น้ำ ได้ประมาณครึ่งแก้ว ดื่มก่อนอาหาร รสชาติฝาดเฝื่อน กินยากมาก แต่มีตนกินติดกันประมาณ 3 วัน อาการปวดกระเพาะที่อักเสบเรื้อรังมานานหายสนิท

ที่มาข้อมูล http://haamor.com/ , https://www.bumrungrad.co, +G

องุ่น (Grape) สรรพคุณมาก มีสารต้านมะเร็ง

9:00 PM Add Comment

องุ่น (Grape)

องุ่น มีชือ อังกฤษว่า Grape เป็นผลไม้ที่นิยมทาน มีทั้งรสหวาน เปรี้ยว องุ่น มีทั้งสีเขียว และสีม่วง สรรพคุณขององุ่นที่เรานำมาพูด คือ มีสารยับยั้งและต้านมะเร็ง โดยเฉพาะองุ่นแดงจะมีสารยับยั้ง และทำลายเชื้อมะเร็งที่อยู่ในร่างกายของเราอย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนรับประทานองุ่น เราต้องล้างองุ่น หรือแช่ด้วยด่างทับทิม เพื่อให้แน่ใจว่าองุ่นที่เราซื้อมาทานนั้นไม่มีสารพิษตกค้าง การทานองุ่นนั้นเราสามารถทานได้โดยไม่ต้องห่วงว่ามีผลข้างเคียงใดๆ ต่อร่างกาย

องุ่น (Grape) สรรพคุณมาก มีสารต้านมะเร็ง
องุ่น (Grape) สรรพคุณมาก มีสารต้านมะเร็ง | Cr https://th.wikipedia.org/


องุ่น ชื่อสามัญ Grape, Grape vine

องุ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitis vinifera L. และมีชื่ออื่นๆ ว่า ผูเถา (จีนกลาง), ผู่ท้อ (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น โดยจัดอยู่ในวงศ์ VITACEAE (VITIDACEAE) เช่นเดียวกับดาดตะกั่วเถา เพชรสังฆาต

องุ่น สรรพคุณที่น่ารู้


  • ผล มีรสหวาน เปรี้ยวเล็กน้อย เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอ ม้าม และไต ใช้เป็นบำรุงโลหิต
  • ผลมีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง ให้ใช้ผลองุ่นแห้งและโสม อย่างละ 3 กรัม นำมาแช่ในเหล้าประมาณ 1 คืน แล้วนำมาทาบริเวณฝ่ามือและแผ่นหลัง
  • ช่วยลดความดันโลหิตสูง
  • ช่วยลดไขมันในเลือด ด้วยการใช้เมล็ดองุ่นนำมาบดให้เป็นผงแห้ง บรรจุแคปซูลกิน 1-2 เม็ด เช้าและเย็น
  • ผลมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง
  • ผลนำมาคั้นเอาน้ำรับประทาน จะช่วยแก้อาการหงุดหงิดได้
  • ช่วยแก้หัวใจเต้นผิดปกติ แก้เหงื่อออกไม่รู้ตัว เหงื่อออกเนื่องจากหัวใจไม่ปกติ
  • ผลมีสรรพคุณเป็นยาแก้เลือดน้อย โลหิตจาง
  • เถาและใบ มีรสชุ่มฝาด สุขุม มีสรรพคุณเป็นยาแก้ตาแดง
  • ผล ช่วยแก้อาการไอ ไอเรื้อรัง
  • ใช้รักษาอาการอาเจียนเป็นเลือด ด้วยการใช้รากองุ่นสด รากหญ้าคา รากไวเช่า รากบัวหลวง ใบสนแผง (สนหางสิงห์) และดอกแต้ฮวย อย่างละ 15 กรัม และเนื้อสัตว์นำมาต้มกับน้ำกิน
  • ผลสด นำมาคั้นเอาน้ำรับประทานแก้กระหายน้ำ หรือใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ แล้วใช้ภาชนะที่ปั้นด้วยดินเผา เคี่ยวผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย เก็บไว้กินทีละน้อย
  • น้ำมันที่ได้จากเมล็ดเมื่อนำมากินก่อนหรือพร้อมอาหาร จะสามารถลดกรดที่มีมากเกินไปในกระเพาะอาหารได้
  • น้ำมันจากเมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
  • องุ่นแห้งมีสรรรพคุณช่วยหล่อลื่นลำไส้ และเป็นยาระบายอ่อนๆ
  • ใบ ใช้เป็นยารักษาบิดในวัวควาย
  • ผล ช่วยบำรุงครรภ์ ครรภ์รักษา
  • ราก เถา และใบ มีรสชุ่ม ฝาด เป็นยาสุขุม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด ส่วนผลก็มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะเช่นกัน
  • ผลมีสรรพคุณแก้ปัสสาวะขัด เจ็บ มีเลือดออก ด้วยการใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ และน้ำต้มรากบัวหลวง น้ำต้มจากโกฐขี้เถ้า น้ำผึ้ง นำไปต้มกินครั้งละ 2 ถ้วยชา
  • ผลมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหนองใน ให้ใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ และน้ำต้มรากบัวหลวง น้ำต้มจากโกฐขี้เถ้า น้ำผึ้ง นำไปต้มกินครั้งละ 2 ถ้วยชา
  • ผลองุ่นมีสรรพคุณช่วยบำรุงไต
  • ช่วยขับลมชื้นในร่างกาย แก้บวมน้ำ แก้ตัวบวมน้ำ
  • ช่วยขับน้ำดี
  • องุ่นที่ไม่แก่จัดใช้กินวันละประมาณ 1.4-2.7 กิโลกรัม เป็นยารักษาอาการตับและดีเสื่อมสมรรถภาพหรือทำงานไม่ดี
  • ใบใช้เป็นยาห้ามเลือดในริดสีดวงทวาร และบาดแผลสด
  • ใบและเถามีฤทธิ์ยาสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
  • ราก เถา และใบ ใช้ภายนอกเป็นยารักษาฝีหนองอักเสบ แผลบวมเป็นหนอง
  • รากสดใช้ตำพอกแก้อาการฟกช้ำได้
  • ผลช่วยบำรุงเส้นเอ็นและกระดูก
  • ช่วยแก้อาการปวดหลัง ให้ใช้ผลองุ่นแห้งและโสม อย่างละ 3 กรัม นำมาแช่ในเหล้าประมาณ 1 คืน แล้วนำมาทาบริเวณฝ่ามือและแผ่นหลัง จะช่วยแก้อาการปวดหลังได้
  • รากและผลมีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดข้อ ใช้แก้อาการปวดตามข้อให้ใช้รากสดประมาณ 60-90 กรัม และขาหมูตามบริเวณเล็บ 1 ขา หรือปลาหลีอื้อประมาณ 1-2 ตัว ใส่น้ำพอสมควร ต้มหรือใส่น้ำและเหล้าอย่างละเท่ากัน แล้วนำไปตุ๋นกิน  ใช้แก้อาการปวดข้อเนื่องจากลมชื้นเข้าข้อกระดูก ด้วยการใช้รากองุ่น 100 กรัม, คากิ 1 อัน นำมาตุ๋นกับเหล้าและน้ำอย่างละ 1 ส่วน แล้วนำมารับประทาน
  • ราก ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก กระดูกร้าว กระดูกหัก ด้วยการใช้รากองุ่นสดนำมาตำแล้วพอก หรือจะนำมาตำแล้วนำมาคั่วกับเหล้าใช้พอกบริเวณที่เป็นก็ได้

องุ่นมีด้วยกันหลายชนิดมีหลัก ๆ อยู่ทั้งหมด 3 สี เท่าที่คุณ ๆ รู้จักกัน คือองุ่นเขียว องุ่นแดง และองุ่นดำ แต่ละชนิดก็ให้ประโยชน์แตกต่างกันออกไป แต่ก็ให้ประโยชน์ได้ในหลาย ๆ ด้านด้วยกันมาดูกันว่าองุ่นแต่ละสีมีสรรพคุณอย่างไรบ้าง
     
       องุ่นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด


องุ่น (Grape) สรรพคุณมาก
องุ่น (Grape) สรรพคุณมาก ที่มา manager.co.th



Advertisment



         
       - องุ่นเขียว องุ่นเขียวอุดมไปด้วยสารพฤกษเคมีซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ เช่น คาเทชิน และเทอโรสติลบีน องุ่นเขียวจึงช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านมโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคของระบบประสาท โรคอัลไซเมอร์ และ ลิวคีเมียตลอดจนป้องกันการติดเชื้อราและเชื้อไวรัสต่างๆ
     
           
       - องุ่นแดง องุ่นแดงมีสารอาหารสำคัญ คือ เรสเวอราทรอล ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และช่วยชะลอวัย นอกจากนี้ยังมีสารซาโพนิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านแบคทีเรียไวรัส ป้องกันเนื้องอก ลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ซึ่งส่งผลต่อการป้องกันโรคหัวใจเช่นกัน
     
                 




       - องุ่นดำ สถาบันการแพทย์ Mayo Clinic แนะนำว่าถ้าต้องการลดน้ำหนัก ให้กินองุ่นดำวันละ 1 ครั้ง อาจกินเป็นของเล่นหรือใส่ในสลัดก็ได้ เพราะจากการศึกษาพบว่า องุ่นดำอุดมด้วยไฟเบอร์ ทำให้รู้สึกอิ่มและให้แคลลอรีต่ำ ทำให้การทำงานของลำไส้เป็นไปตามปกติ สารแอนติออกซิแดนต์ในองุ่นดำยังช่วยในการขับท็อกซินออกจากร่างกาย ซึ่งช่วยให้กระบวนการลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งน่าสนใจของเรา


ชาเขียว (Green Tea) สรรพคุณ ประโยชน์ ต้านมะเร็ง

2:43 AM Add Comment
ชาเขียว (Green Tea) สรรพคุณ ประโยชน์ ต้านมะเร็ง

ชาเขียว (Green Tea)

พูดถึงชาเขียว สมัยนี้ใครๆ ก็รู้จัก แต่ถ้าสมัยเมื่อ 10 ปีที่แล้วแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย ความนิยมเมื่อเทียบสมัยนี้หากินไม่ได้ ทั้งนี้น่าจะเกี่ยวกับการเพาะปลูกที่ยังน้อย ผลผลิตน้อยทำให้รู้จักในวงแคบ แต่เรื่องทางการแพทย์ เค้ารู้มานานว่าชาเขียวมีประโยชน์มากมายมหาศาล ต้นกำเนิดชาเขียวเกิดจากชาวจีน และชาวจีนรู้จัก ชาเขียว มากว่า 4,000 ปีแล้ว ตามมา ชาวญี่ปุ่นนิยมทานชามาเป็น 4000 ปีแล้ว ในเมืองไทยเราแหล่งปลูกชาเขียวจะอยู่ทางตอนเหนือ ชาเขียวชอบอากาศหนาว ที่ญี่ปุ่น และจีนก็หนาว

ไร่ชาเขียว
ไร่ชาเขียว Cr: https://th.wikipedia.org/wiki/ชาเขียว

ชาเขียว สรรพคุณทางยา ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ดังนั้นชาเขียวจึงเหมือนกับยาอายุวัฒนะตัวหนึ่ง ชาวจีน และ ญี่ปุ่น ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ นอกจากนี้ชาเขียวยังช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยรักษาผิวพรรณ และช่วยคงความหนุ่มสาวให้เราอีกด้วย และผู้ที่ดื่มชาเขียวทุกวันเป็นประจำจะมีอายุยืนยาวเป็นพิเศษ

หากว่าเราต้องการดื่มชาเขียว เราควรจะชงเอาเอง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีชาเขียวขายทั้งแบบซองและแบบใบชา โดยราคาก็แตกต่างกันไป ตามคุณภาพของชาเขียว

แหล่งชาเขียวจากประเทศจีนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก สำหรับชาเขียวในประเทศไทยได้เข้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัยซึ่งมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน

วิธีการชงชาเขียวดื่ม


  • ใส่ใบชาในกาชาประมาณ 1/6 -1/4
  • รินน้ำเดือดลงในกาชาครึ่งหนึ่ง เททิ้งทันที (ไม่ควรเกิน 5 วินาที) เพื่อล้าง และอุ่นใบชาให้ตื่นตัว
  • รินน้ำเดือดลงในกาชาจนเต็ม ปิดฝากา ทิ้งไว้ประมาณ 45 - 60 วินาที
  • รินน้ำชาลงในแก้วดื่ม (การรินแต่ละครั้ง ต้องรินน้ำให้หมดกา มิฉะนั้น จะทำให้น้ำชาที่เหลือมีรสขม ฝาดมากขึ้น เสียรสชาติ) ใบชาสามารถชงได้ 4 - 6 ครั้ง หรือจนกว่ากลิ่นชาจะหายหอมไป และในการชงแต่ละครั้ง ให้เพิ่มเวลาครั้งละ 10 - 15 วินาที

สารอาหารที่ได้จากชาเขียว

  • คาแฟอิน
  • เทนนิน
  • เกลือฟลูออไรด์
  • สารคาเทชีน

สรรพคุณของชาเขียว

  • ช่วยชะลอแก่ก่อนวัย
  • ช่วยรักษาความดันเลือดให้เป็นปกติ
  • ล้างสารพิษออกจากร่างกาย
  • ช่วยต้านสารก่อมะเร็ง
การดื่มชาเขียวเพื่อต้านสารก่อมะเร็งให้ได้ผล ไม่ควรใส่นมสด หรือนมข้นหวานใดๆ ลงไป ทั้งนี้การใส่นมลงไปจะทำให้ลดประสิทธิภาพการทำงานของสาร "คาเทชิน" ลดลง สารนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ 

ผูที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง หรือผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง การได้ดื่มชาเขียวเป็นประจำจะช่วยไปป้องกัน ยับยั้งและทำลายเชื้อมะเร็งให้หมดไปจากร่างกายเรา นอกจากนี้ประโยชน์ของชาเขียวอีกอย่างคือ ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งหรือเนื้อร้ายกลับกลายเป็นเซลล์ปกติเหมือนเดิม


สิ่งน่าสนใจของเรา

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/ชาเขียว



Advertisment