Showing posts with label สรรพคุณ. Show all posts
Showing posts with label สรรพคุณ. Show all posts

ขี้เหล็ก สรรพคุณทางยา ป้องกันมะเร็ง

10:11 PM Add Comment

ขี้เหล็ก สรรพคุณ

ขี้เหล็ก
ขี้เหล็ก (https://en.wikipedia.org)

ขี้เหล็ก แกงขี้เหล็ก เป็นแกงที่อยู่คู่อาหารคนไทยมานาน เป็นแกงโบราณ ที่คนเฒ่าคนแก่นิยมกิน แต่เด็กสมันนี้ไม่ชอบกิน แต่รู้ไหมว่าคนที่เบือนหน้าหนี กำลังหนีของดีๆ อย่างขี้เหล็ก

สรรพคุณทางยา

ขี้เหล็กเป็นยาสมุนไพรที่ช่วยทำให้คลายเครียด และสามารถ ทำให้นอนหลับได้สนิท ถ้าใครมีปัญหาเรื่องเครียด หรือนอนไม่หลับ การกินใบขี้เหล็ก ก็จะสามารถช่วยได้เป็นอย่างดี โดยขี้เหล็กจะเข้าไปช่วยให้ระบบประสาทของเราผ่อนคลายมากขึ้น

รากของขี้เหล็กมีสรรพคุณทางยา คือ รักษาโรคเหน็บชา แก่ไข้ และนำมาพอกแก้ฟกช้ำดำเขียว ทาเส้นแก้อัมพฤกษ์ ลำต้นและกิ่งของขี้เหล็ก ก็จะช่วยบำรุงน้ำดี แก้ไข้ บรรเทาอาการโรคหนองใน และเป็นยาระบายเป็นอย่างดี เปลือกของขี้เหล็กก็จะช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ดอกรักษาโรคหืด ขับพยาธิ อาการนอนไ่หลับ โรคเครียด ความดันโลหิตสูง เป็นยาระบาย

แก่นของขี้เหล็กรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆ มะเร็งปอด มะเร็งกะเพาะอาหาร

สิ่งน่าสนใจของเรา

องุ่น (Grape) สรรพคุณมาก มีสารต้านมะเร็ง

9:00 PM Add Comment

องุ่น (Grape)

องุ่น มีชือ อังกฤษว่า Grape เป็นผลไม้ที่นิยมทาน มีทั้งรสหวาน เปรี้ยว องุ่น มีทั้งสีเขียว และสีม่วง สรรพคุณขององุ่นที่เรานำมาพูด คือ มีสารยับยั้งและต้านมะเร็ง โดยเฉพาะองุ่นแดงจะมีสารยับยั้ง และทำลายเชื้อมะเร็งที่อยู่ในร่างกายของเราอย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนรับประทานองุ่น เราต้องล้างองุ่น หรือแช่ด้วยด่างทับทิม เพื่อให้แน่ใจว่าองุ่นที่เราซื้อมาทานนั้นไม่มีสารพิษตกค้าง การทานองุ่นนั้นเราสามารถทานได้โดยไม่ต้องห่วงว่ามีผลข้างเคียงใดๆ ต่อร่างกาย

องุ่น (Grape) สรรพคุณมาก มีสารต้านมะเร็ง
องุ่น (Grape) สรรพคุณมาก มีสารต้านมะเร็ง | Cr https://th.wikipedia.org/


องุ่น ชื่อสามัญ Grape, Grape vine

องุ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitis vinifera L. และมีชื่ออื่นๆ ว่า ผูเถา (จีนกลาง), ผู่ท้อ (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น โดยจัดอยู่ในวงศ์ VITACEAE (VITIDACEAE) เช่นเดียวกับดาดตะกั่วเถา เพชรสังฆาต

องุ่น สรรพคุณที่น่ารู้


  • ผล มีรสหวาน เปรี้ยวเล็กน้อย เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอ ม้าม และไต ใช้เป็นบำรุงโลหิต
  • ผลมีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง ให้ใช้ผลองุ่นแห้งและโสม อย่างละ 3 กรัม นำมาแช่ในเหล้าประมาณ 1 คืน แล้วนำมาทาบริเวณฝ่ามือและแผ่นหลัง
  • ช่วยลดความดันโลหิตสูง
  • ช่วยลดไขมันในเลือด ด้วยการใช้เมล็ดองุ่นนำมาบดให้เป็นผงแห้ง บรรจุแคปซูลกิน 1-2 เม็ด เช้าและเย็น
  • ผลมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง
  • ผลนำมาคั้นเอาน้ำรับประทาน จะช่วยแก้อาการหงุดหงิดได้
  • ช่วยแก้หัวใจเต้นผิดปกติ แก้เหงื่อออกไม่รู้ตัว เหงื่อออกเนื่องจากหัวใจไม่ปกติ
  • ผลมีสรรพคุณเป็นยาแก้เลือดน้อย โลหิตจาง
  • เถาและใบ มีรสชุ่มฝาด สุขุม มีสรรพคุณเป็นยาแก้ตาแดง
  • ผล ช่วยแก้อาการไอ ไอเรื้อรัง
  • ใช้รักษาอาการอาเจียนเป็นเลือด ด้วยการใช้รากองุ่นสด รากหญ้าคา รากไวเช่า รากบัวหลวง ใบสนแผง (สนหางสิงห์) และดอกแต้ฮวย อย่างละ 15 กรัม และเนื้อสัตว์นำมาต้มกับน้ำกิน
  • ผลสด นำมาคั้นเอาน้ำรับประทานแก้กระหายน้ำ หรือใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ แล้วใช้ภาชนะที่ปั้นด้วยดินเผา เคี่ยวผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย เก็บไว้กินทีละน้อย
  • น้ำมันที่ได้จากเมล็ดเมื่อนำมากินก่อนหรือพร้อมอาหาร จะสามารถลดกรดที่มีมากเกินไปในกระเพาะอาหารได้
  • น้ำมันจากเมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาระบาย
  • องุ่นแห้งมีสรรรพคุณช่วยหล่อลื่นลำไส้ และเป็นยาระบายอ่อนๆ
  • ใบ ใช้เป็นยารักษาบิดในวัวควาย
  • ผล ช่วยบำรุงครรภ์ ครรภ์รักษา
  • ราก เถา และใบ มีรสชุ่ม ฝาด เป็นยาสุขุม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด ส่วนผลก็มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะเช่นกัน
  • ผลมีสรรพคุณแก้ปัสสาวะขัด เจ็บ มีเลือดออก ด้วยการใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ และน้ำต้มรากบัวหลวง น้ำต้มจากโกฐขี้เถ้า น้ำผึ้ง นำไปต้มกินครั้งละ 2 ถ้วยชา
  • ผลมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหนองใน ให้ใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ และน้ำต้มรากบัวหลวง น้ำต้มจากโกฐขี้เถ้า น้ำผึ้ง นำไปต้มกินครั้งละ 2 ถ้วยชา
  • ผลองุ่นมีสรรพคุณช่วยบำรุงไต
  • ช่วยขับลมชื้นในร่างกาย แก้บวมน้ำ แก้ตัวบวมน้ำ
  • ช่วยขับน้ำดี
  • องุ่นที่ไม่แก่จัดใช้กินวันละประมาณ 1.4-2.7 กิโลกรัม เป็นยารักษาอาการตับและดีเสื่อมสมรรถภาพหรือทำงานไม่ดี
  • ใบใช้เป็นยาห้ามเลือดในริดสีดวงทวาร และบาดแผลสด
  • ใบและเถามีฤทธิ์ยาสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น
  • ราก เถา และใบ ใช้ภายนอกเป็นยารักษาฝีหนองอักเสบ แผลบวมเป็นหนอง
  • รากสดใช้ตำพอกแก้อาการฟกช้ำได้
  • ผลช่วยบำรุงเส้นเอ็นและกระดูก
  • ช่วยแก้อาการปวดหลัง ให้ใช้ผลองุ่นแห้งและโสม อย่างละ 3 กรัม นำมาแช่ในเหล้าประมาณ 1 คืน แล้วนำมาทาบริเวณฝ่ามือและแผ่นหลัง จะช่วยแก้อาการปวดหลังได้
  • รากและผลมีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดข้อ ใช้แก้อาการปวดตามข้อให้ใช้รากสดประมาณ 60-90 กรัม และขาหมูตามบริเวณเล็บ 1 ขา หรือปลาหลีอื้อประมาณ 1-2 ตัว ใส่น้ำพอสมควร ต้มหรือใส่น้ำและเหล้าอย่างละเท่ากัน แล้วนำไปตุ๋นกิน  ใช้แก้อาการปวดข้อเนื่องจากลมชื้นเข้าข้อกระดูก ด้วยการใช้รากองุ่น 100 กรัม, คากิ 1 อัน นำมาตุ๋นกับเหล้าและน้ำอย่างละ 1 ส่วน แล้วนำมารับประทาน
  • ราก ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก กระดูกร้าว กระดูกหัก ด้วยการใช้รากองุ่นสดนำมาตำแล้วพอก หรือจะนำมาตำแล้วนำมาคั่วกับเหล้าใช้พอกบริเวณที่เป็นก็ได้

องุ่นมีด้วยกันหลายชนิดมีหลัก ๆ อยู่ทั้งหมด 3 สี เท่าที่คุณ ๆ รู้จักกัน คือองุ่นเขียว องุ่นแดง และองุ่นดำ แต่ละชนิดก็ให้ประโยชน์แตกต่างกันออกไป แต่ก็ให้ประโยชน์ได้ในหลาย ๆ ด้านด้วยกันมาดูกันว่าองุ่นแต่ละสีมีสรรพคุณอย่างไรบ้าง
     
       องุ่นมีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด


องุ่น (Grape) สรรพคุณมาก
องุ่น (Grape) สรรพคุณมาก ที่มา manager.co.th



Advertisment



         
       - องุ่นเขียว องุ่นเขียวอุดมไปด้วยสารพฤกษเคมีซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารแอนติออกซิแดนต์ เช่น คาเทชิน และเทอโรสติลบีน องุ่นเขียวจึงช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเต้านมโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคของระบบประสาท โรคอัลไซเมอร์ และ ลิวคีเมียตลอดจนป้องกันการติดเชื้อราและเชื้อไวรัสต่างๆ
     
           
       - องุ่นแดง องุ่นแดงมีสารอาหารสำคัญ คือ เรสเวอราทรอล ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และช่วยชะลอวัย นอกจากนี้ยังมีสารซาโพนิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านแบคทีเรียไวรัส ป้องกันเนื้องอก ลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ซึ่งส่งผลต่อการป้องกันโรคหัวใจเช่นกัน
     
                 




       - องุ่นดำ สถาบันการแพทย์ Mayo Clinic แนะนำว่าถ้าต้องการลดน้ำหนัก ให้กินองุ่นดำวันละ 1 ครั้ง อาจกินเป็นของเล่นหรือใส่ในสลัดก็ได้ เพราะจากการศึกษาพบว่า องุ่นดำอุดมด้วยไฟเบอร์ ทำให้รู้สึกอิ่มและให้แคลลอรีต่ำ ทำให้การทำงานของลำไส้เป็นไปตามปกติ สารแอนติออกซิแดนต์ในองุ่นดำยังช่วยในการขับท็อกซินออกจากร่างกาย ซึ่งช่วยให้กระบวนการลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งน่าสนใจของเรา


ทานโยเกิร์ต (Yogurt) ป้องกันมะเร็ง สรรพคุณ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

4:35 AM Add Comment

โยเกิร์ต (Yogurt)

ทาน โยเกิร์ต (Yogurt) ป้องกันมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว ชนิดใหนหรือว่าแบบใหนก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่ให้คุณค่าทางอาหารที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะในโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวนั้นมีแบคทีเรียและจุลินทรีย์ชั้นดี และมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราไม่น้อยเลยที่เดียว

โยเกิร์ต (Yogurt)
โยเกิร์ต (Yogurt) ในถ้วย Image: https://en.wikipedia.org/wiki/Yogurt


แม้ว่าเราไม่ได้เป็นมะเร็ง เราก็ควรทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยววันละ 1 แก้ว หรือ 1 ขวด เพื่อป้องกันร่างกายของเราให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ เพราะการทานโยเกิร์ตเป็นประจำจะช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายและแน่นอนว่าหากเราขับถ่ายเป็นเวลา เราก็จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสารพิษตกค้างในร่างกาย ในลำไส้ ซึ่งสารพิษเหล่านี้เมื่อสะสม ก็อาจจะกลายเป็นเชื้อมะเร็งไปในที่สุด

ที่มา ของ โยเกิร์ต: โยเกิร์ตเป็นอาหารของชนเผ่าทราเซียน อันเป็นบรรพบุรุษเก่าแก่ที่สุดของชาวบัลแกเรีย ชาวทราเซียนเก่งในการเลี้ยงแกะ
คำว่า Yog ในภาษาทราเซียน แปลว่า หนาหรือข้น ส่วน Urt แปลว่า น้ำนม คำ Yoghurt น่าจะได้มาจากการสมาสของคำทั้งสองข้างต้น 

ในยุคโบราณราวศตวรรษที่ 4 ถึง 6 ก่อนคริสตกาล ชาวทราเซียนมีวิธีการเก็บรักษาน้ำนมไว้ในถุง ที่ทำจากหนังแกะ เวลาไปไหนต่อไหนก็เอาถุงนี้คาดเอวไว้ ความอบอุ่นจากร่างกายร่วมกับจุลชีพที่มีอยู่ในหนังแกะ ช่วยให้เกิดปฏิกิริยาการหมักขึ้น น้ำนมในถุงก็กลายสภาพเป็นโยเกิร์ตไป

ประโยชน์ของ โยเกิร์ต (Yogurt)


  • ให้คุณค่าทางอาหารดีกว่านมสด
  • ให้โปรตีน เคซีน โปรตีนตัวนี้ ร่างกายสามารถย่อยสะลายได้ว่ายกว่า
  • ป้องกันโรค รำมะนาดในปาก
  • แบคทีเรียในโยเกิร์ต ช่วยทำลายแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ที่ไม่ดีต่อร่างกาย และช่วยให้แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายผ่านไปยังลำไส้ได้
  • เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ช่วยการดูดซึม แคลเซียม และวิตามินบี
  • หลังจากติดเชื้อในช่องท้อง และรักษาแล้ว ให้ทานโยเกิร์ต เพื่อที่จะทำลายเชื้อโรคในช่องท้อง
  • ช่วยลดระดับคอลเสลเตอรอล ทั้งนี้เชื้อจุลินทรีย์สามารถดักจับคอลเลสเตอรอล
การเลือกทายโยเกิร์ตให้ได้ผล
  • โยเกิร์ตที่ดีที่สุด คือ โยเกิร์ตที่ได้จากธรรมชาติ ปราศจากน้ำตาล คือ มีแต่น้ำนมกับเชื้อจุลินทรีย์
  • โยเกิร์ต ต้องไม่ผ่านความร้อน เพราะถ้า นำโยเกิร์ตไปต้มจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ตาย

โยเกิร์ต สามารถต้านสารก่อมะเร็ง

ต้านสารก่อมะเร็ง   แบคทีเรียแลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง ทำให้สารดังกล่าวไม่สามารถทำอันตรายกับเซลล์ร่างกายได้อีก    และ Lactobacillus  bulgaricus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่นิยมเติมในโยเกิร์ตนั้นมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งได้ดี  นอกจากนี้แบคทีเรียแลคโตบาซิลัสยังสามารถจับโลหะหนักและกรดน้ำดีซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้      ตลอดจนสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ผลิตสารไนเตรต (ไนเตรตเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง)   และแบคทีเรียแลคโตบาซิลัสยังทำปฏิกิริยากับสารฟลาโวนอยด์ทำให้เกิดสารธรรมชาติที่สามารถต้านมะเร็งได้ดี


การรับประทาน โยเกิร์ต จะต้องทานให้ได้ปริมาณที่มากพอ เพื่อที่จะทำให้ได้จำนวนแบคทีเรียที่สามารถต่อสู้กับแบคทีเรียที่ไม่ดีต่อร่างกาย



สิ่งน่าสนใจของเรา



ชาเขียว (Green Tea) สรรพคุณ ประโยชน์ ต้านมะเร็ง

2:43 AM Add Comment
ชาเขียว (Green Tea) สรรพคุณ ประโยชน์ ต้านมะเร็ง

ชาเขียว (Green Tea)

พูดถึงชาเขียว สมัยนี้ใครๆ ก็รู้จัก แต่ถ้าสมัยเมื่อ 10 ปีที่แล้วแทบจะไม่มีใครรู้จักเลย ความนิยมเมื่อเทียบสมัยนี้หากินไม่ได้ ทั้งนี้น่าจะเกี่ยวกับการเพาะปลูกที่ยังน้อย ผลผลิตน้อยทำให้รู้จักในวงแคบ แต่เรื่องทางการแพทย์ เค้ารู้มานานว่าชาเขียวมีประโยชน์มากมายมหาศาล ต้นกำเนิดชาเขียวเกิดจากชาวจีน และชาวจีนรู้จัก ชาเขียว มากว่า 4,000 ปีแล้ว ตามมา ชาวญี่ปุ่นนิยมทานชามาเป็น 4000 ปีแล้ว ในเมืองไทยเราแหล่งปลูกชาเขียวจะอยู่ทางตอนเหนือ ชาเขียวชอบอากาศหนาว ที่ญี่ปุ่น และจีนก็หนาว

ไร่ชาเขียว
ไร่ชาเขียว Cr: https://th.wikipedia.org/wiki/ชาเขียว

ชาเขียว สรรพคุณทางยา ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ดังนั้นชาเขียวจึงเหมือนกับยาอายุวัฒนะตัวหนึ่ง ชาวจีน และ ญี่ปุ่น ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ นอกจากนี้ชาเขียวยังช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยรักษาผิวพรรณ และช่วยคงความหนุ่มสาวให้เราอีกด้วย และผู้ที่ดื่มชาเขียวทุกวันเป็นประจำจะมีอายุยืนยาวเป็นพิเศษ

หากว่าเราต้องการดื่มชาเขียว เราควรจะชงเอาเอง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีชาเขียวขายทั้งแบบซองและแบบใบชา โดยราคาก็แตกต่างกันไป ตามคุณภาพของชาเขียว

แหล่งชาเขียวจากประเทศจีนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก สำหรับชาเขียวในประเทศไทยได้เข้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัยซึ่งมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน

วิธีการชงชาเขียวดื่ม


  • ใส่ใบชาในกาชาประมาณ 1/6 -1/4
  • รินน้ำเดือดลงในกาชาครึ่งหนึ่ง เททิ้งทันที (ไม่ควรเกิน 5 วินาที) เพื่อล้าง และอุ่นใบชาให้ตื่นตัว
  • รินน้ำเดือดลงในกาชาจนเต็ม ปิดฝากา ทิ้งไว้ประมาณ 45 - 60 วินาที
  • รินน้ำชาลงในแก้วดื่ม (การรินแต่ละครั้ง ต้องรินน้ำให้หมดกา มิฉะนั้น จะทำให้น้ำชาที่เหลือมีรสขม ฝาดมากขึ้น เสียรสชาติ) ใบชาสามารถชงได้ 4 - 6 ครั้ง หรือจนกว่ากลิ่นชาจะหายหอมไป และในการชงแต่ละครั้ง ให้เพิ่มเวลาครั้งละ 10 - 15 วินาที

สารอาหารที่ได้จากชาเขียว

  • คาแฟอิน
  • เทนนิน
  • เกลือฟลูออไรด์
  • สารคาเทชีน

สรรพคุณของชาเขียว

  • ช่วยชะลอแก่ก่อนวัย
  • ช่วยรักษาความดันเลือดให้เป็นปกติ
  • ล้างสารพิษออกจากร่างกาย
  • ช่วยต้านสารก่อมะเร็ง
การดื่มชาเขียวเพื่อต้านสารก่อมะเร็งให้ได้ผล ไม่ควรใส่นมสด หรือนมข้นหวานใดๆ ลงไป ทั้งนี้การใส่นมลงไปจะทำให้ลดประสิทธิภาพการทำงานของสาร "คาเทชิน" ลดลง สารนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ 

ผูที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง หรือผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง การได้ดื่มชาเขียวเป็นประจำจะช่วยไปป้องกัน ยับยั้งและทำลายเชื้อมะเร็งให้หมดไปจากร่างกายเรา นอกจากนี้ประโยชน์ของชาเขียวอีกอย่างคือ ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งหรือเนื้อร้ายกลับกลายเป็นเซลล์ปกติเหมือนเดิม


สิ่งน่าสนใจของเรา

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/ชาเขียว

ขมิ้นชัน (Tumeric) สมุนไพรป้องกันมะเร็ง ยับยั้งเซลล์ก่อมะเร็ง

8:12 PM Add Comment

ขมิ้นชัน (Tumeric)

ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยเราที่ใช้กันมายาวนาน ระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานการศึกษาวิจัยของขมิ้นที่เกี่ยวข้องกับการรักษาและป้องกันมะเร็งนับร้อยเรื่อง จนมีคำกล่าวที่ว่า "การกินขมิ้นชันวันละ 1 ช้อนชา ทำให้ห่างไกลจากการเป็นมะเร็ง" ทั้งนี้สารในขมิ้นชันจะไปยับยั้งการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่ไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง
สมุนไพร ขมิ้นชัน (Tumeric)
สมุนไพร ขมิ้นชัน (Tumeric) cr:http://edtech.ipst.ac.th/

ข้อมูลจำเพาะ

ขมิ้นชันสีเหลือง ๆ เป็นพืชสมุนไพรที่คนไทยรู้จักกันมานานตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว  คนทั่วไปส่วนใหญ่รู้จกกันในชื่อว่า ขมิ้น  มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น  ทางภาคใต้บางแห่งเรียกว่า  ขี้มิ้น  หมิ้น  หัวขมิ้น  ทางภาคเหนือบางแห่งเรียกว่า  ขมิ้นแกง  ขมิ้นหัว  ขมิ้นหยวก    มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ขมิ้นชันจัดเป็นพืชล้มลุก  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  เซอคูมา ลองกา  (Curcuma longa Linn.)  จัดอยู่ในวงศ์  Zingiberaceae  ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกันกับพืชจำพวก ขิง
          ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของขมิ้นชัน  เป็นพืชที่มี ลำต้น อยู่ใต้ดิน เรียกว่า  เหง้า (Rhizome) ลักษณะของเหง้าเป็นรูปทรงกระบอก  แตกแขนงรูปทรงกระบอกแตกออกมาด้านข้างทั้งสอง  เนื้อในของส่วนเหง้ามีสีเหลืองเข้มจนถึงสีแสดเข้ม  มีกลิ่นหอมเฉาะตัว
          ใบ  เจริญออกมาจากเหง้า  เป็นใบเดี่ยวมีก้านใบยาวเรียงเป็นวงซ้อนกันแน่นมองดูคล้ายกับเป็นลำต้นมีลักษณะกลม ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก  ขนาดใบกว้างประมาณ  12 – 15  เซนติเมตร  ยาวประมาณ  30 – 40  เซนติเมตร
          ดอก  เป็นดอกช่อ มีดอกย่อย ๆ มีสีเหลืองอ่อน  เจริญออกมาจากส่วนเหง้าแทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบ ปกติจะบานครั้งละ  3 – 4  ดอก  มีกลีบประดับสีเขียวอมชมพู
          ผล  มีลักษณะกลม ๆ มีอยู่  3  พู


ทำไมขมิ้นชันจึงต้านการเกิดมะเร็ง

สารสำคัญอะไรในขมิ้นชัน 

                ที่ขมิ้นชันมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็งและรักโรคกระเพาะอาหารนั้น  เพราะมีสารที่ออกฤทธิ์สำคัญอยู่   2  กลุ่ม   คือ
                1. กลุ่มสารที่ให้สีเหลือง  คือ   สารที่ทำให้ขมิ้นชันมีสีเหลือง  เหลืองส้ม หรือเหลืองแสด  คือสารในกลุ่ม เคอร์คูมินอยด์  (Curcuminoids)
                2. กลุ่มสารที่ให้น้ำมันหอมระเหย   มีสารประกอบสำคัญ  เป็นนำมันหอมระเหย  เช่น  สาร  Turmerone    Zingiberene   Borneol  เป็นต้น

           จากการวิจัยพบว่า  สารเคอร์คูมินอยด์  เป็นสาร  แอนติออกซิแดนต์ (Antioxidant)  ทีมีป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ และมีฤทธิ์ต้าน  เชื้อ Helicobacter  pylori  ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญ  ที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
          นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ป้องกัน  ลดการแบ่งตัว  ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง  ในหลอดทดลองอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะใน  มะเร็งปอด  เต้านม  ต่อมลูกหมาก  ลำไส้ และ ตับอ่อน
          ส่วนที่นำขมิ้นชันมาใช้กับคนเรานั้นได้แก่  ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่  มะเร็งทวารหนัก  มะเร็งตับอ่อน  และมะเร็งกระดูก

วิธีเลือกและเก็บขมิ้นชันให้ได้คุณภาพที่ดี

           การนำขมิ้นชันมาใช้ทำอาหารทำได้ทั้งแบบเหง้าสดและบดเป็นผง  โดยมีวิธีการดังนี้
           เหง้าสด   ควรเลือกเหง้าที่มีอายุปลูก  9  -  12   เดือน  สังเกตได้จากเหง้าขมิ้นชัน  จะมีขนาดความกว้างและยาวประมาณนิ้วชี้หรือนิ้วก้อยของผู้ใหญ่  สีเหลืองเข้ม หรือเหลืองแสด  มีกลิ่นฉุน
           ชนิดบดเป็นผง      ควรเลือกผงสีเหลืองเข้มหรือแสด  ไม่มีสิ่งเจือปน  โดยเฉพาะหากอยู่ในร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน  อาจนำผงขมิ้นชันมาผสมกับอย่างอื่น  จึงได้ขมิ้นชันที่ไม่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์  สารออกฤทธิ์ต่าง ๆ จะลดน้อยลงไปด้วย
           ดังนั้นการซื้อเหง้าขมิ้นชันแล้วนำมาบดเอง  จะทำให้ได้ผงขมิ้นชันที่สะอาด  ปลอดภัย  ได้คุณภาพ  มากกว่า  เภสัชกรหญิง  ดร.สุภาภรณ์  ปิติพร  แห่งโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  แนะนำวิธีการทำผงขมิ้นขันดังนี้
          1. ซื้อเหง้าขมิ้นชันที่มีอายุ  9 – 12  เดือน  นำมาล้างน้ำให้สะอาด  แล้วหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ
          2. วางชิ้นขมิ้นชันบนตะแกรง  นำไปตากแดดในที่ร่มจนกว่าขมิ้นชันจะแห้ง  หรือนำไปอบในตู้อบ  โดยใช้ความร้อนไม่เกิน  96  องศาเซลเซียส  มิฉะนั้นจะเกิดสารพิษได้
          3. บดขมิ้นชันให้เป็นผงละเอียด  เก็บใส่ขวดโหลที่แห้งสนิท  ไม่ควรถูกแสงแดด  เพราะจะทำให้สาร เคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids)  ถูกทำลายไป
          4. ไม่ควรเก็บผงขมิ้นชันไว้นานเกินไป  เพราะน้ำมันหอมระเหยจะระเหยไปหมด  จึงทำผงขมิ้นชันไว้พอประมาณ

          อย่างไรก็ตามการกินขมิ้นชันช่วยเสริมภูมชีวิตได้ส่วนหนึ่ง  ก็ควรจะต้องดูแลไลฟ์สไตล์ด้านอื่น ๆ เช่นออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอ ทานอาหารพอเหมาะ ให้สมดุลด้วยก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพของคนเราด้วย

สิ่งน่าสนใจของเรา


เรียบเรียง รู้ทันมะเร็ง



Advertisment


ที่มา http://edtech.ipst.ac.th/


Advertisment