Showing posts with label บทความ. Show all posts
Showing posts with label บทความ. Show all posts

ทานอาหารเสริมวิตามินมากเกินไปก่อเกิดมะเร็ง

8:45 PM Add Comment

อาหารเสริม

ทุกวันนี้มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมากมาย มีขายตามท้องตลาด ขายตามโซเชี่ยวล์ ต่างก็แสดงสรรพคุณของอาหารเสริม เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมกินแล้วผิว กินแล้วน้ำหนักลด เป็นต้น เราต่างก็รู้แค่ว่ากินอาหารเสริมแล้วร่างกายจะดี ผิวขาวโอโม่ น้ำหนักลด ไม่ทานอาหารเลย หรือทานน้อยมาก แต่หารู้ไม่ว่าอาหารเสริมเหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปมาก หรือเกินกว่าค่าที่กำหนด อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น เป็นโรคมะเร็ง เป็นโรคนิ่ว เป็นโรคเก๊าท์ แต่โรคที่เราไม่จากพบเจอ คือโรคมะเร็ง

ฝักผลไม้ อาหารเสริม สมุนไพร
ฝักผลไม้ เป็น อาหารเสริม สมุนไพร


ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชนิดใดบ้างเมื่อทานเกินขนาดแล้วมีผลต่อการเกิดโรคมะเร็ง ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเหล่านี้เมื่อเราทานมากเกินต่อวัน จะมีความเสี่ยงสูงมาก


  • อาหารเสริมวิตามินซี หากทานเกิน 1000 มิลลิกรัมต่อวัน จะเสี่ยงสูงมาก
  • อาหารเสริมแคลเซี่ยม หากทานเกิน 1500 มิลลิกรัมต่อวัน
  • อาหารเสริมธาตุเหล็ก หากทานเกิน 17 มิลลิกรัมต่อวัน
วิตามินซี ช่วยอะไรได้บ้าง เป็นคำถามยอดฮิต วิตามินซีช่วย สร้างคอลลาเจน ซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ วิตามินซีช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี วิตามินซีมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง


แคลเซียมช่วยอะไรได้บ้าง
  • ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกเสื่อมและกระดูกหัก
  • ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ
  • มีส่วนช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
  • ช่วยเผาผลาญธาตุเหล็กในร่างกาย
  • ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก
  • ช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกน่วม
  • ช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุน
  • ช่วยป้องกันอาการกระดูกหักง่ายในวัยสูงอายุ
  • ช่วยเรื่องระบบประสาท โดยเฉพาะการส่งต่อสัญญาณประสาท โรคจากการขาดแคลเซียม
หมายเหตุ ผลเสียของการรับประทานแคลเซียมมากเกินขนาด หากรับประทานมากกว่า 2,500 มิลลิกรัม ต่อวัน อาจทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูงได้ มีอาการท้องผูก และเพิ่มความเสี่ยงของนิ่วในไตและการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ โดยศัตรูของแคลเซียม ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีไขมัน อาหารที่มีกรดออกซาลิก (เช่นช็อกโกแลต ผักขม ผักบีต) และกรดไฟติก ในปริมาณมากจะขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียมในร่างกาย

แคลเซี่ยมถ้าได้รับในปริมณที่พอเหมาะสามารถป้องกันโรคมะเร็งได้ แต่ถ้าร่างกายได้รับแคลเซี่ยมมากเกินก็ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้เช่นกัน ดั่งที่ผู้ที่เป็นมะเร็งอยู่แล้ว เช่น มะเร็งปอด มะเร็งไต มะเร็งรังไข่จะสร้างโปรตีนเหมือนฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมพาราไทรอยด์ ทำให้แคลเซี่ยมในเลือดสูง นอกจากนั้นแคลเซี่ยมยังอาจจะแพร่กระจายไปที่กระดูกทำให้แคลเซี่ยมในเลือดสูง

ธาตุเหล็ก ถ้าร่างกายรับธาตุเหล็กมากเกินไป คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า ทุกครั้งที่ได้รับเลือดผู้ป่วยจะได้รับเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์เม็ดเลือดแดง เหล็กจะเริ่มสะสมภายในร่างกาย หลังจากได้รับการถ่ายเลือดประมาณ 10 ครั้ง เนื่องจากร่างกายไม่มีกลไกในการขับเหล็กออกได้ เหล็กที่รับเข้าไปเพิ่มจากการรับเลือดก็จะสะสมอยู่ในร่างกาย จนเมื่อมีระดับที่สูงเกินไป ก็จะเป็นอันตรายต่ออวัยวะต่างๆได้ เพราะเหล็กจะเข้าไปสะสมอยู่ในอวัยวะสำคัญของร่างกาย เช่น หัวใจ ตับ ตับอ่อน เป็นต้น และอาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพขึ้น แม้จะไม่ทำให้รู้สึกเจ็บป่วย แต่มีอันตรายต่อร่างกายเมื่อเวลาผ่านไป


มาดูข้อมูลจากการวิจัย ถ้ากิน อาหารเสริม มากเกินไปจะเป็นอย่างไรบ้าง ผลการวิจัยซึ่งจัดทำขึ้นโดยวิทยาลัยสาธารณสุขศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ในเมืองบอสตัน สหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยออสโล ของนอร์เวย์ ฉบับนี้ ไม่ใช่งานวิจัยชิ้นแรกที่ชี้ให้เห็นถึงภัยอันตรายของการบริโภควิตามินเสริมมากเกินควร

       
       มีการประมาณการว่า ประชากรผู้ใหญ่เกือบหนึ่งในสี่ของสหราชอาณาจักร รับประทานอาหารเสริม หรือวิตามินรวมที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นประจำ เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยป้องกันพวกเขาไม่ให้เจ็บป่วยจากโรคหัวใจและมะเร็ง จึงทำให้ตลาดสินค้าเหล่านี้สามารถทำรายได้สูงถึงราว 500 ล้านปอนด์ต่อปี
       
       ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วิตามินความเข้มข้นสูงกำลังได้รับความนิยม และที่คนหันมารับประทานในปริมาณมากขึ้นก็เนื่องจากพวกเขาคิดว่าเป็นผลดีต่อสุขภาพ โดยตัวอย่างของกรณีนี้คือ ตอนนี้ร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพพากันวางขายวิตามินซีขนาดเม็ดละ 1,000 มิลลิกรัม ทั้งที่ร่างกายของคนเรานั้นต้องการเพียง 40 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น ก็เพียงพอที่จะช่วยบำรุงเซลล์ให้แข็งแรง และช่วยฟื้นฟูร่างกายจากอาการเจ็บป่วย 

นอกจากนี้ผู้ที่บริโภคสารต้านอนุมูลอิสระในรูปวิตามินเสริมในปริมาณมากที่สุดนั้น เสี่ยงเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดลุกลาม ซึ่งเป็นเนื้องอกที่ลุกลามจากต่อมลูกหมากไปยังอวัยวะใกล้เคียงอื่นๆ อย่างรวดเร็ว และทำให้มีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก
       
       ทั้งนี้ คณะนักวิจัยกลุ่มนี้ได้ระบุในรายงานบับหนึ่งว่า “การบริโภคสารต้านอนุมูลอิสระในรูปของอาหารเสริมในปริมาณมากนั้น มีส่วนทำให้ผู้ชายเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากชนิดร้ายแรงถึงตาย และชนิดลุกลามเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยหลัก คือ วิตามินซี และการค้นพบครั้งนี้ควรได้รับการศึกษาลงลึกในรายละเอียดต่อไป”
       
       แม้กระนั้น พวกเขาก็ได้เน้นย้ำว่า ต้องมีการศึกษาเรื่องนี้ให้มากขึ้น และพวกเขายังไม่สามารถฟันธงได้ว่าวิตามินเสริมแบบเม็ดคือสาเหตุของโรคมะเร็งที่แท้จริง
       
       มีความเป็นไปได้ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งอาจจะรู้สึกไม่สบายมานานหลายเดือน ก่อนที่จะตรวจพบว่าตนเองเป็นมะเร็ง ทำให้เขารับประทานวิตามินเสริมในปริมาณมากขึ้น เพื่อป้องกันอาการต่างๆ อย่างความรู้สึกอ่อนเพลีย
       
       ทางด้าน ดร.แคร์รี รักซ์ตัน จากสำนักงานข้อมูลด้านอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากบรรดาผู้ผลิตอาหารเสริมได้โต้แย้งว่า “เป็นไปได้อย่างแน่นอนว่าคนกลุ่มนี้แสดงอาการที่เกิดจากมะเร็งต่อมลูกหมาก และรู้สึกอ่อนเพลีย ก่อนตรวจพบโรคเป็นเวลานานหลายเดือน แล้วโรคมะเร็งก็ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารเสริมเลย”

เรามาหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ด้วยสมุนไพร 


ทางเลือกของผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำเร็จรูป และเพื่อสุขภาพ โดยการเลือกอาหารสมุนไพรแทน โดยพืชผักสมุนไพรสามารถหาได้ง่ายตามบ้าน ตามตลาด หรือปลูกเอง

สมุนไพรที่มีสารอาหารแคลเซี่ยม เช่น ใบชะพลู ใบบัวบก ยอดกระ ทิน ยอดสะเดา ยอดขี้เหล็ก ยอดตำลึง ผักกระเฉด ใบโหระพา ยอดแค คะน้า มะเขือ พวง ใบเตย เป็นต้น

สมุนไพรที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม มะขามป้อม มะขามเทศ ฝรั่ง กีวี ลิ้นจี่ มะละกอสุก สตรอว์เบอร์รี่ เงาะส้มโอ พุธรา เป็นต้น

สมุนไพรที่มีธุาติหล็ก เช่น ผักกูด ถั่วฝักยาว ผักแว่น เห็ดฟาง พริกหวาน ใบแมงลัก ใบกระเพรา มะกอก กะถิน งาดำ

ถ้าเรารูจักดูแลสุขภาพเราก็ไม่จำเป็นต้องทานอาหารเสริม เราสามารถหาอาหารเสริมได้จากพวกผักผลไม้ต่างๆ ซึ่งสารอาหาร วิตามินซี แคลเซี่ยม ธาตุเหล็ก มีอยู่ในอาหารที่เราทานเข้าไป การทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในปริมาณที่มากเกินความต้องการของร่างกายจะมีผลเสียมากกว่าผลดี


สิ่งน่าสนใจของเรา



ที่มาข้อมูล manager , www.it-gateways.co

โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง (Gastritis) อาจนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็ง

11:53 PM Add Comment

โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง (Gastritis)

โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง (Gastritis) เกิดจาการที่เนื้อเยื่อบุ ผนัง ของกระเพาะอาหาร บวม แดง เมื่ออาหารไม่ตกถึงกระเพาะ และมีน้ำย่อยออกมาทำหน้าที่ย่อย อาหาร แต่เมื่อไม่มีอาหารตกถึงกระเพาะก็ทำให้น้ำย่อยทำการกัด ย่อยเนื้อเยื่อ ผนังของกระเพาะอาหารแทน เมื่อ นานเข้า ก็ทำให้ผนัง ของกระเพาะ แดง บวม เกิดการอักเสบ บวกกับ ในกระเพาะของเรามีเชื้อโรค แบคทีเรียอยู่มากมาย และก็มีเชื้อโรคที่ทำให้เกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร และ เชื้อที่ทำให้เกิดมะเร็ง มีชื่อว่า "เอช ไพโลไร (Helicobacter pylori หรือ H. pylori)" ซึ่งอาจติดต่อได้จากการสัมผัสน้ำลาย และ/หรือ อุจจาระของคนที่เป็นโรค จากการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม จะมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองของกระเพาะอาหาร หรือโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ประมาณ 1-2 %

กระเพาะอาหาร
ภาพแสดง กระเพาะอาหาร cr http://haamor.com/


สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ


  • กินยาแก้การอักเสบ หรือยาแก้ปวดกลุ่มเอนเสดส์ (NSAIDs,Non-steroidal anti inflammatory drugs) โดยเฉพาะการกินยาอย่างต่อเนื่อง เช่น แอสไพริน Ibuprofen Celecoxib และ Indomethacin หรือ ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งยาในกลุ่มดังกล่าวจะก่อการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกบุภายในกระเพาะอาหาร ก่อการอักเสบ และก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ (โรคแผลเปบติค)
  • ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ มาก เป็นประจำ ไม่ทานอาหาร ปล่อยให้ท้องว่าง
  • การสูบบุหรี่ 
  • การดื่มเครื่องดื่ม กาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง มักทำให้อาการรุนแรงขึ้น จากการก่อการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกกระเพาะอาหาร และกระตุ้นให้เซลล์เยื่อเมือกสร้างกรดเพิ่มขึ้น
  • ติดเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร เป็นเชื้อก่อมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งในกระเพาะอาหารอักเสบ
  • โรคภูมิแพ้ตนเอง/ภูมิต้านตนเอง
  • การติดเชื้อไวรัสบางชนิด
  • ติดเชื้อราบางชนิด ซึ่งมักพบในผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง เช่น จากติดเชื้อเอชไอวี (HIV) หรือโรคเอดส์
  • โรคจากที่น้ำดีจากตับซึ่งปกติจะอยู่เฉพาะในลำไส้เล็ก ล้นเข้าสู่กระเพาะอาหาร น้ำดีจึงก่อให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบของเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร
  • ความเครียด เพราะจะกระตุ้นให้เซลล์กระเพาะอาหารหลั่งกรดเพิ่มขึ้น ซึ่งกรดจะก่อการระคายเคือง และ การอักเสบต่อเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร
  • อุบัติเหตุร้ายแรงที่ส่งผลให้ร่างกายเกิดความเครียดสูง ซึ่งส่งผลให้กระเพาะอาหารสร้างกรดสูงขึ้นมาก เช่น อุบัติเหตุต่อสมอง หรือหลังการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดสมอง หรือช่องท้อง จึงเกิดกระเพาะอาหารอักเสบรุนแรง หรือแผลในกระเพาะอาหาร (Stress ulcer)
  • ดื่มกรด หรือ ด่าง ซึ่งทั้งกรด และด่างจะก่อให้เกิดการระคายเคือง และการอักเสบของเซลล์เยื่อเมือกบุกระเพาะอาหาร

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ รักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ คือ การรักษา สาเหตุ และการรักษาประคับ ประคองตามอาการ
การรักษาตามสาเหตุ เช่น ให้ยาปฏิชีวนะเมื่อโรคเกิดจากติดเชื้อแบคทีเรีย เอช ไพโลไร หรือการปรับเปลี่ยนยาแก้ปวด เมื่อโรคเกิดจากยาในกลุ่มเอนเสดส์ เป็นต้น 
การรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดกรด ยาเคลือบกระเพาะอาหาร ยาช่วยย่อยอาหาร และยาบรรเทาอาการปวดท้อง เป็นต้น
นอกจากนั้น คือ ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต คือ เลิกสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลิกบุหรี่ และจำกัด เครื่องดื่มมีกาเฟอีน

อาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ อย่างไร จึงควรพบแพทย์

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และการพบแพทย์ ได้แก่ กินยาตามแพทย์แนะนำ ให้ถูกต้อง สม่ำเสมอ
อาการ สังเกตความสัมพันธ์ของอาการกับอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ จำกัด หรือ งดอาหาร และเครื่องดื่มที่ก่อให้เกิดอาการ หรือที่เพิ่มความรุนแรงของอาการ
งด/เลิก บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจำกัดเครื่องดื่มกาเฟอีน
รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆซ้ำหลัง จากรักษาโรคหายแล้ว
ป้องกันเบื้องต้นเมือเกิดอาการ ไม่ซื้อยาแก้ปวด หรือ ยาสเตียรอยด์ กินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ ยาบาล หรือ เภสัชกร ก่อน

พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการต่างๆเลวลง หรือ มีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่อกังวลในอาการ
พบแพทย์/ไปโรงพยาบาล เมื่ออาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระมีสีดำเหมือนยางมะตอย

การป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ก่อนจะสาย

การป้องกันโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ที่สำคัญ คือ
รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อป้องกันกระเพาะอาหารติดเชื้อต่างๆ
รักษาสุขภาพจิต เพื่อลดภาวะการสร้างกรดสูงของกระเพาะอาหาร
ไม่ซื้อยาแก้ปวด หรือ ยาสเตียรอยด์ กินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือ เภสัชกร
งด/เลิก บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจำกัดเครื่องดื่มกาเฟอีน
รักษา ควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อกระเพาะอาหารอักเสบ

การรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ เมื่อเป็นแล้ว

โรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อ H. Pylori นั้น แพทย์จะรักษาโดยการให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเพื่อให้กรดลดลง และกระเพาะอาหารสามารถสมานแผลได้ดีขึ้น รวมถึงพิจารณาให้ยาในกลุ่มที่ใช้ป้องกันเนื้อเยื่อของกระเพาะอาหารร่วมด้วยส่วนโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ H. Pylori รักษาให้หายขาดได้โดยการรับประทานยาประมาณ 2 สัปดาห์ 

สำหรับโรคกระเพาะอาการที่เกิดจากการทำงานผิดปกติ อาจต้องรักษา โดยยาอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า Prokinetic ซึ่งเป็นยาที่ช่วยให้การเคลื่อนตัว ของกระเพาะกับลำไส้ หรือกระเพาะกับหลอดอาหารทำงานประสานกันได้ดีขึ้น 

ทั้งนี้ โรคกระเพาะอาหารไม่ถือเป็นโรคอันตราย แต่หากปล่อยไว้จนเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารกระเพาะทะลุ และกระเพาะอุดตัน ก็อาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น นพ. สิริวัฒน์ มีคำแนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาดในปริมาณไม่มากไม่น้อยเกินไป และให้เป็นเวลาไม่รับประทานอาหารรสจัด ควบคุมความเครียด ละเว้น แอลกอฮอล์ กาแฟ รวมถึงไม่รับประทานยาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาที่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร หากทำได้เช่นนี้ โรคกระเพาะอาหารก็ไม่ใช่โรคใกล้ตัวคุณอย่างแน่นอน ที่มาจาก https://www.bumrungrad.co

สมุนไพรที่ช่วยบันเทา และรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ 




Advertisment


ข้อมูลจาก +G สูตรสมุนไพรรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ สูตรหาทำทานได้ง่าย ลองทานกันดู
  • กล้วยน้ำว้า : นำผลมาปอกเปลือก หั่นเป็นแว่นบางๆ ตากแดดให้แห้ง บดให้ละเอียดเป็นผง ใส่ขวดเก็บไว้ ใช้ผง 1-2 ช้อนโต๊ะชงน้ำร้อนดื่ม หรือผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากัน กินก่อนอาหารและก่อนนอน
  • ขมิ้นชัน : เป็นสมุนไพรของไทย ใช้เหง้าแก่สด ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัด 1-2 วัน บดให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน หินครั้งละ 3-5 เม็ด (ถ้าบรรจุแคปซูล กินครั้งละ 2 แคปซูล) วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน
  • ว่านหางจระเข้ : ใช้ใบสดที่เพิ่งตัดออกจากต้น นำมาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกส่วนที่มีสีเขียวออกให้หมดเหลือแต่วุ้นใส หากมียางสีเหลืองติดที่วุ้นให้ล้างออกก่อน หั่นวุ้นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 3 นิ้ว ล้างให้สะอากอีกครั้ง กินวันละ 2 เวลา ก่อนอาหารเช้า เย็น
  • กระเจี๊ยบเขียว : ใช้ผักลวกกินน้ำพริกทุกวัน เมือกลื่นๆ ในผลกระเจี๊ยบเขียว ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้
  • หัวปลี : นำปลีกล้วยน้ำว้ามาเผา แล้วบีบเอาแต่น้ำ ได้ประมาณครึ่งแก้ว ดื่มก่อนอาหาร รสชาติฝาดเฝื่อน กินยากมาก แต่มีตนกินติดกันประมาณ 3 วัน อาการปวดกระเพาะที่อักเสบเรื้อรังมานานหายสนิท

ที่มาข้อมูล http://haamor.com/ , https://www.bumrungrad.co, +G

ทานโยเกิร์ต (Yogurt) ป้องกันมะเร็ง สรรพคุณ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย

4:35 AM Add Comment

โยเกิร์ต (Yogurt)

ทาน โยเกิร์ต (Yogurt) ป้องกันมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยว ชนิดใหนหรือว่าแบบใหนก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่ให้คุณค่าทางอาหารที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะในโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวนั้นมีแบคทีเรียและจุลินทรีย์ชั้นดี และมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราไม่น้อยเลยที่เดียว

โยเกิร์ต (Yogurt)
โยเกิร์ต (Yogurt) ในถ้วย Image: https://en.wikipedia.org/wiki/Yogurt


แม้ว่าเราไม่ได้เป็นมะเร็ง เราก็ควรทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยววันละ 1 แก้ว หรือ 1 ขวด เพื่อป้องกันร่างกายของเราให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ เพราะการทานโยเกิร์ตเป็นประจำจะช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายและแน่นอนว่าหากเราขับถ่ายเป็นเวลา เราก็จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสารพิษตกค้างในร่างกาย ในลำไส้ ซึ่งสารพิษเหล่านี้เมื่อสะสม ก็อาจจะกลายเป็นเชื้อมะเร็งไปในที่สุด

ที่มา ของ โยเกิร์ต: โยเกิร์ตเป็นอาหารของชนเผ่าทราเซียน อันเป็นบรรพบุรุษเก่าแก่ที่สุดของชาวบัลแกเรีย ชาวทราเซียนเก่งในการเลี้ยงแกะ
คำว่า Yog ในภาษาทราเซียน แปลว่า หนาหรือข้น ส่วน Urt แปลว่า น้ำนม คำ Yoghurt น่าจะได้มาจากการสมาสของคำทั้งสองข้างต้น 

ในยุคโบราณราวศตวรรษที่ 4 ถึง 6 ก่อนคริสตกาล ชาวทราเซียนมีวิธีการเก็บรักษาน้ำนมไว้ในถุง ที่ทำจากหนังแกะ เวลาไปไหนต่อไหนก็เอาถุงนี้คาดเอวไว้ ความอบอุ่นจากร่างกายร่วมกับจุลชีพที่มีอยู่ในหนังแกะ ช่วยให้เกิดปฏิกิริยาการหมักขึ้น น้ำนมในถุงก็กลายสภาพเป็นโยเกิร์ตไป

ประโยชน์ของ โยเกิร์ต (Yogurt)


  • ให้คุณค่าทางอาหารดีกว่านมสด
  • ให้โปรตีน เคซีน โปรตีนตัวนี้ ร่างกายสามารถย่อยสะลายได้ว่ายกว่า
  • ป้องกันโรค รำมะนาดในปาก
  • แบคทีเรียในโยเกิร์ต ช่วยทำลายแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร ที่ไม่ดีต่อร่างกาย และช่วยให้แบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายผ่านไปยังลำไส้ได้
  • เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ช่วยการดูดซึม แคลเซียม และวิตามินบี
  • หลังจากติดเชื้อในช่องท้อง และรักษาแล้ว ให้ทานโยเกิร์ต เพื่อที่จะทำลายเชื้อโรคในช่องท้อง
  • ช่วยลดระดับคอลเสลเตอรอล ทั้งนี้เชื้อจุลินทรีย์สามารถดักจับคอลเลสเตอรอล
การเลือกทายโยเกิร์ตให้ได้ผล
  • โยเกิร์ตที่ดีที่สุด คือ โยเกิร์ตที่ได้จากธรรมชาติ ปราศจากน้ำตาล คือ มีแต่น้ำนมกับเชื้อจุลินทรีย์
  • โยเกิร์ต ต้องไม่ผ่านความร้อน เพราะถ้า นำโยเกิร์ตไปต้มจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ตาย

โยเกิร์ต สามารถต้านสารก่อมะเร็ง

ต้านสารก่อมะเร็ง   แบคทีเรียแลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง ทำให้สารดังกล่าวไม่สามารถทำอันตรายกับเซลล์ร่างกายได้อีก    และ Lactobacillus  bulgaricus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่นิยมเติมในโยเกิร์ตนั้นมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งได้ดี  นอกจากนี้แบคทีเรียแลคโตบาซิลัสยังสามารถจับโลหะหนักและกรดน้ำดีซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้      ตลอดจนสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ผลิตสารไนเตรต (ไนเตรตเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง)   และแบคทีเรียแลคโตบาซิลัสยังทำปฏิกิริยากับสารฟลาโวนอยด์ทำให้เกิดสารธรรมชาติที่สามารถต้านมะเร็งได้ดี


การรับประทาน โยเกิร์ต จะต้องทานให้ได้ปริมาณที่มากพอ เพื่อที่จะทำให้ได้จำนวนแบคทีเรียที่สามารถต่อสู้กับแบคทีเรียที่ไม่ดีต่อร่างกาย



สิ่งน่าสนใจของเรา



กระเทียม (Garlic) สรรพคุณและประโยชน์ต้านมะเร็ง

3:44 AM Add Comment

กระเทียม (Garlic)

กระเทียม (Garlic) เป็นพืชสมุนไพรและเครื่องเทศที่ไทยเรากินมาช้านาน ใช้ปรุงอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยหรืออาหารฝรั่ง ส่วนใหญ่แล้วก็มักมีกระเทียมเป็นส่วนประกอบของอาหารทั้งนั้น ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติของอาหารแล้ว ก็ยังมีสรรพคุณและประโยชน์ ต่อการป้องกันโรคมะเร็งอีกด้วย

ภาพประกอบ กระเทียม (Garlic) และผักอื่นๆ
ภาพประกอบ กระเทียม (Garlic) และผักอื่นๆ

กระเทียม สรรพคุณ ทางด้านอาหาร


  • ช่วยเพิ่มรสชาติของอาหาร เช่น ทำน้ำพริก หมูทอดกระเทียม พริกน้ำปลา

กระเทียม สรรพคุณทางยา

  • ช่วยลดระดับไขมัน
  • ลอคอลเลสเตอรอล
  • ลดน้ำตาลในเลือด
  • กำมะถันในกระเทียม สามารถยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็ง ที่ชื่อ ไนโตรซามีน (Nitrosamine) ในร่างกาย
  • สาร ซีลีเนียม (Selenium) ที่พบในกระเทียม มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และลดอันตรายจาการเกิดอนุมูลอิสระ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็ง

ในกระเทียม 100 กรัม ให้พลังงาน 149 กิโลแคลอรี และให้คุณค่าทางอาหารดังนี้

  • น้ำ 58.6 กรัม 
  • ฟอสฟอรัส 153 มิลลิกรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 33.1 กรัม 
  • โพแทสเซียม 401 มิลลิกรัม
  • โปรตีน 6.4 กรัม 
  • ซีลีเนียม 14.2 ไมโครกรัม
  • ไขมัน 0.5 กรัม
  • วิตามินซี 31.2 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 181 มิลลิกรัม
โฟเลท 3.1 ไมโครกรัม
แมกนีเซียม 25 มิลลิกรัม 
ใยอาหาร 2.1 กรัม

การรับประทานกระเทียมอาจทำให้มีลมหายใจและกลิ่นตัวเหม็น ด้วยเหตุนี้บริษัทผู้ผลิตอาหาร
และยาบางรายจะผสมชะเอมเทศหรือลิคอริซ (Liquorice) เพื่อกลบกลิ่นและรสชาติที่ไม่พึง
ประสงค์ และยังสามารถให้ประโยชน์ทางยาอีกด้วย เช่น รากหรือเหง้าของชะเอมเทศมีสาร
ในกลุ่มไกลเซอร์ไรซิน (Glycyrrhizin) ที่มีสรรพคุณช่วยดับกระหาย มีฤทธิ์รักษาแผลใน
กระเพาะอาหาร ต้านเชื้อไวรัส และปกป้องตับจากการทำลายของอนุมูลอิสระ  
  • การรับประทานกระเทียมปริมาณมากในขณะท้องว่างอาจทำให้แสบกระเพาะอาหาร คลื่นไส้และท้องอืดได้ บางคนเมื่อผิวหนังสัมผัสกระเทียมอาจเกิดการระคายเคือง แพ้ มีอาการคันและมีผื่นแดงได้
  • การรับประทานกระเทียมปริมาณมากติดต่อกันนานเกิน 10 วัน จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงการเกิดภาวะเลือดแข็งตัวช้า โดยเฉพาะผู้ป่วยที่รับประทานยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานกระเทียม เนื่องจากกระเทียมอาจเสริมฤทธิ์ให้เลือดแข็งตัวช้าและไหลไม่หยุดหากเกิดบาดแผล 
  • เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานกระเทียมในปริมาณสูง เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคไต  และตับที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานกระเทียมติดต่อกันเป็นเวลานาน


Advertisment




ที่มา:www.nutrilite.co.th

พริก(Chilli peppers) สมุนไพร สรรพคุณและประโยชน์ป้องกันมะเร็ง

9:23 PM Add Comment

พริก(Chilli peppers)

พริก(Chilli peppers) เป็นสมุไพรที่คนไทยกินมาช้านาน นำมาทำน้ำพริก แต่จะมีซักกี่คนที่จะทราบถึงประโยชน์และสรรพคุณในการป้องกันมะเร็งของพริก พริกเป็นผักที่มีวิตามินซีสูง การกินวิตามินซีมากๆ จะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
พริก(Chilli peppers)
พริก(Chilli peppers) สมุนไพรป้องกันมะเร็ง


พริก สรรพคุณ


  • ทางอาหาร มีวิตามินซีสูง
  • มีวิตามินซีสูง ป้องกันมะเร็ง
  • วิตามินซีช่วยยับยั้ง การสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง อยู่ในเนื้อสัตว์หมักดอง
  • วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน ผิวหนัง กล้ามเนื้อ และปอด

พริก สรรพคุณทางยา

  • พริกอุุดมไปด้วยวิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
  • สารเบต้าแคโรทีนในพริก ช่วยลดอัตราการเสี่ยงของมะเร็งปอด และมะเร็งช่องปาก

หมายเหตุ 
  • อันตรายจากสารในโตรซามีน ทำให้เกิด มะเร็งตับ มะเร็งไต มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร
  • คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้
  • คนที่ทานผักที่มีเบต้าแคโรทีนน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าคนที่ทานผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูงถึง 7 เท่า


พริก(Chilli peppers) เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มาก มีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยป้องกันมะเร็งได้ ทานพริกแต่พอประมาณ ไม่ทานมาก ไม่เผ็ดจัด ก็เป็นทานที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ



Advertisment



สิ่งน่าสนใจของเรา





กะหล่ำดอก (Cauliflower) สรรพคุณและประโยชน์ป้องกันมะเร็ง

8:51 PM Add Comment

กะหล่ำดอก (Cauliflower)

กะหล่ำดอก (Cauliflower) ใช้กินเป็นผัก ถือเป็นสมุนไพร ที่สำคัญมีสารที่สามารถดึงสารก่อมะเร็งออกจากเซลล์ เรียกว่า คาซิโนเจน(Carcinogen) รวมไปถึงตระกลูพืชในวงศ์นี้ เช่น บร็อคโคลี คะน้า และกะหล่ำต่างๆ ก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ กะหล่ำดอก สารประกอบที่พบเรียกว่า สารซัลโฟราเฟน สามารถต้าน อนุมูลอิสระได้ดี และยังพบว่ามีสารโพแตสเซี่ยมสูง สามารป้องกันมะเร็งได้

กะหล่ำดอก (Cauliflower)
กะหล่ำดอก (Cauliflower)


กะหล่ำดอก สรรพคุณ


  • ควบคุมการทำงานของหัวใจ
  • ควบคุมความดัน
  • สารซัลโฟราเฟน ช่วยผลิตเอ็มไซม์  ในการต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง

กะหล่ำดอก กับมะเร็ง

  • สามารถป้องกันมะเร็งลำใส้ใหญ่
  • สามารถป้องกันมะเร็งเต้านม

กะหล่ำดอก สรรพคุณทางยา

  • คั้นเอาแต่น้ำอมช่วยรักษาแผลในปาก
  • กลั้วคอแก้อักเสบ
  • น้ำกะหล่ำดอก ช่วยรักษาแผลเรื้อรัง
  • รักษาโรคเรื้อนกวาง
  • รักษาโรคหอบหืด
กะหล่ำดอก (Cauliflower) สรรพคุณและประโยชน์ป้องกันมะเร็ง มารับประทานกัน เพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ ไม่เครียด ปราศจากโรคทั้งปวง การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ


สิ่งน่าสนใจของเรา

สูตรน้ำสมุนไพรต้านมะเร็ง ทำง่าย กินดี

2:46 AM 1 Comment

สูตรน้ำสมุนไพรต้านมะเร็ง ทำง่าย กินดี

น้ำสมุนไพรต้านมะเร็ง
Soy Been



เรามาดูสูตรและวิธีการทำ น้ำสมุนไพรต้านมะเร็ง ทำง่าย กินดี คือ สโลแกน และสามารถหาซื้อได้ง่ายตามตลาดนัดแถวบ้าน มีด้วยกัน 4 อย่าง คือ น้ำคะน้า น้ำใบบัวบก น้ำมะเขือเทศ น้ำเห็ดหลินจือ เรามาเริ่มกันเลย เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา กินเพื่อป้องกันและต้านโรคมะเร็ง



น้ำคะน้า

ส่วนผสม

  • ใบคะน้า 40 กรัม (2 ใบ)
  • น้ำเชื่อม 30 กรัม (2 ช้อนคาว)
  • น้ำมะนาว 10 กรัม (2 ช้อนกาแฟ)
  • เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1 กรัม
  • น้ำเปล่าต้มสุก 200 กรัม (15 ช้อนคาว)

วิธีทำ: 

นำใบคะน้าแช่ด้วยด้วยด่างทับทิมประมาณ 10 นาที และล้างให้สะอาด หั่นใส่เครื่องปั่นเติมน้ต้มำสุกครึ่งหนึ่ง ปั่นจนละเอียดนำมากรอง จากนั้นเติมน้ำส่วนที่เหลือลงไป เติมน้ำเชื่อม น้ำมะนาว เกลือ และชิมรสตามใจชอบ

ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ:

คุณค่าทางอาหาร ให้วิตามิน เอ สูงมาก ช่วยบำรุงสายตา คะน้าเป็นแหล่งเบต้า แคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่ไปช่วยยับยั้งการก่อมะเร็ง รองลงมามีแคลเซี่ยมฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูก และวิตามินเอ ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้เนื้อเยื่อของเราทำงานได้ดี

คุณค่าทางยา:

ป้องกันโรคโลหิตจาง ลดอุณหภูมิในร่างกายแก้กระหายน้ำ

น้ำใบบัวบก

ส่วนผสม:

  • ใบบัวบก 10 กรัม
  • น้ำเชื่อม 15 กรัม
  • น้ำเปล่าต้มสุก 250 กรัม

วิธีทำ:

นำใบบัวบกล้างน้ำให้สะอาด นำไปใส่เครื่องปั่นใส่น้ำครึ่งส่วนให้ละเอียด กรองเอาแต่น้ำใส่น้ำที่เหลือคั้นน้ำให้แห้ง นำน้ำที่ได้ใส่น้ำเชื่อมชิมรส ตามใจชอบ
ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ:
คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตา และสารแคลเซียมมากเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีวิตามินบี 1 สูงกว่าผักหลายๆ ชนิด

คุณค่าทางยา:

ช่วยแก้ช้ำใน ทำให้หายฟกช้ำได้ดี แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ ลดอาการปวดศรีษระข้างเดียว ช่วยบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้าได้ดี แก้ความดันโลหิตสูง ถ้าดื่มทุกวันเพียง 1 สัปดาห์ ความดันโลหิตสูงจะลดลง
นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งลดอาการอักเสบบและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และลำไส้ ช่วยในการใหลเวียนของโลหิตทำให้เลือดแข็งตัวเร็ว ช่วยขับปัสสาวะอีกด้วย

น้ำมะเขือเทศ

ส่วนผสม:

  • มะเขือเทศ 50 กรัม
  • น้ำเชื่อม 15 กรัม
  • น้ำเปล่าต้มสุก 200 กรัม
  • เกลือป่นเสริมไอโอดีน 2 กรัม

วิธีทำ:

นำมะเขือเทศล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอประมาณ ใส่ในเครื่องปั่นพร้อมน้ำเชื่อม เกลือ น้ำสุก ปั่นให้ละเอียด ชิมรสตามใจชอบ

ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ:

คุณค่าทางอาหาร มีเบต้า แคโรทีนสูงมาก ช่วยต้านมะเร็ง และมีวิตามินซีสูงมากเช่นกัน ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน

คุณค่าทางยา:

ทำให้เกิดความสดชื่น แก้กระหายน้ำ ผิวพรรณผ่องใส ช่วยให้การย่อยอาหารดีขึ้น ช่วยฟอกเลือดและป้องกันโรคมะเร็ง

น้ำเห็ดหลินจือ

ส่วนผสม:

  • เห็ดหลินจือแห้ง 6 กรัม
  • น้ำสะอาดอย่างน้อย 2 ลิตร

วิธีทำ:

  1. นำเห็ดหลินจือแห้งและน้ำสะอาดใส่ลงในหม้อเคลือบหรือหม้อดินยิ่งดี
  2. ยกขึ้นตั้งบนไฟ ต้มจนเดือด แล้วหรี่ไฟลงให้น้ำเดือดปุดๆ ต่อไปประมาณ 15 - 20 นาทีแล้วยกลง
  3. ควรดื่มน้ำสะกัดจากเห็ดหลินจือที่มีอุณหภูมิเท่าอุณหภูมิร่างกาย ให้ดื่มแทนน้ำได้ทั้งวัน

ประโยชน์ที่ร่างกายได้รับ:

คุณค่าทางยา สารอาหารที่มีอยู่ในเห็ดหลินจือ จะเข้าไปกระตุ้นระบบภุมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำหน้าที่ปกติ และสามารถต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ต้านการจับตัวของลิ่มเลือด รวมทั้งลดน้ำตาลในเลือด

คุณค่าทางยา:

เป็นยาอายุวัฒนะ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากเกือบทุกระบบของร่างกาย เช่น
  • ระบบไหลเวียนของโลหิต เช่น โรคที่เกิดจากการมีโคเรสเตอรอลในเลือดสูง เส้นเลือดอุดตัน หลอดเลือดแข็งตัว ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง โรคหัวใจ และรอบเดือนมาไม่เป็นปกติของสตรี
  • ระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ ท้องผูก ทางเดินอาหารอักเสบเรื้อรัง ริดสีดวงทวาร
  • โรคมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
  • โรคอื่นๆ เช่น โรคตับอักเสบ โรคไขข้ออักเสบ โรคอ้วน อัมพาต โรคไตอักเสบ โรคปวดหัวข้างเดียว นอนไม่หลับ และโรคเครียด
สูตรน้ำสมุนไพรต้านมะเร็ง ที่กล่าวมาสามารถทำได้ง่าย หาวัตถดิบง่าย เพียงนำไปทำกิน แล้วจะดีต่อสุขภาพของท่าน

สิ่งน่าสนใจของเรา

กินอาหารปิ้งย่างอย่างไรไม่ให้เป็นมะเร็ง มีคำตอบ

1:33 AM Add Comment

กินอาหารปิ้งย่างอย่างไรไม่ให้เป็นมะเร็ง

เราต่างก็รู้ดีว่า อาหารปิ้งย่าง นั้นมีความเสี่ยงสูงของการเกิดโรคมะเร็ง เช่น หมูย่าง ไก่ย่าง เนื้อย่าง หรือว่าเป็นหมูกะทะที่หลายๆ คนชอบทาน

อย่างที่เรารู้กันว่าการรับประทานของย่างมีความเสี่ยงสูง แต่ก็ใช่ว่าเราต้องอดไปเสีย เพราะว่าเรามีวิธีการง่ายๆ ในการที่จะรับประทานของ ปิ้งๆ ย่างๆ โดยปราศจากโรคมะเร็ง เรามาดูวิธีการกันเลย


หมึก ปิ้ง ย่าง
ภาพประกอบ หมึก ปิ้งย่าง



ทำกินเอง

การทำอาหารรับประทานเองนั้นดีที่สุด เพราะเราสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่ทำก่อให้เกิดมะเร็งได้ เช่น ความสะอาด คุณภาพของอาหารที่เราสามารถเลือกได้ และเรารู้ได้ว่าอาหารที่เราเลือกมานั้นมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหรือไม่ เกิดได้มากน้อยเพียงใด


หมักเนื้อด้วยสารต้านมะเร็ง

การรับประทานเนื้อ หมูปิ้ง เนื้อย่าง ปลาหมึกปิ้ง ควรหาวิธีทำอาหารที่เราชอบเป็นอาหารต้านมะเร็ง เช่น วิธีการเลือกเนื้อหมู ควรหมักเนื้อหมูด้วยไวน์องุ่น เพราะไวน์องุ่นมีสารช่วยต้านมะเร็ง และยังช่วยให้หมูนิ่มอีกด้วย


ก่อนย่างเนื้อเตรียมตะแกรงให้เรียบร้อย

ตะแกรงย่างเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เราเสี่ยงหรือลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง ก่อนที่จะนำตะแกรงมาใช้ เราควรทำความสะอาดตะแกรงให้เรียบร้อย และสะอาดทุกซอกทุกมุม เพราะยิ่งสะอาดมาก โอกาสเสี่ยงโรคมะเร็งก็มีน้อย เมื่อล้างเสร็จแล้วก็ให้เช็ดตะแกรงให้สะอาด แล้วก็เอาผ้าสะอาดชุบน้ำมันพืชเช็ดตะแกรงให้ทั่ว เพื่อป้องกันเนื้อติดตะแกรง


อุ่นเตาก่อนเอาจริง

ความร้อนนั้นเป็นตัวฆ่าเชื้อโรคและแบคทีเรียได้ดีที่สด เราจึงต้องวอร์มเตาก่อน เพื่อกำจัดแบคทีเรียและเชื้อโรคให้หมดไป เพราะหากว่าเราเอาเนื้อลงไปย่างเลยอาจจะมีเชื้อแบคทีเรียค้างอยู่ที่ตะแกรง และจะทำให้เชื้อโรคติดมากับเนื้อที่เราย่าง และทุกครั้งที่เปิดเตาปิ้งย่างให้เราอุ่นเตาก่อนสักพักเสมอ ถ้าเป็นเตาถ่านก็รอให้ถ่านเป็นสีขาวแล้วค่อยปิ้งย่าง

พยายามกลับเนื้อบ่อยๆ

เนื้อที่ไหม้ก็มีปัจจัยเสี่ยงกับโรคมะเร็ง เนื้อสุกๆ ดิบๆ นั้นก็ทำให้เกิดโรคมะเร็ง ถ้าเราอยากห่างไกลโรคมะเร็งก็พยายามรับประทานเนื้อสุกพอดี
เมื่อวางเนื้อลงบนตะแกรงเราควรหมั่นพลิกหมั่นย่าง เพื่อที่เนื้อทั้งสองด้านจะได้สุกเท่ากัน และที่สำคัญไม่มีส่วนใหนไหม้จนทำให้เกิดการเสี่ยงต่อโรคมะเร็งนั่นเอง

ง่ายๆ กับวิธีกินอาหารปิ้งย่างเพื่อหลีกเลี่ยงโรคมะเร็ง ลองนำไปปฎิบัติดู พร้อมกับออกกำลังกาย หรือ กินอาหารไทยต้านมะเร็ง สมุนไพรต้านมะเร็ง หรือ ผักผลไม้ต้านมะเร็ง

เรื่องน่ารู้ดีๆ เกี่ยวกับการป้องกันโรคมะเร็ง

10:59 PM Add Comment

เรื่องน่ารู้ดีๆ เกี่ยวกับการป้องกันโรคมะเร็ง

นอกจากเรื่องอาหารต่างๆ แล้วก็ยังมีเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคมะเร็ง แม้อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่การรู้เอาไว้ และป้องกัน ก็ไม่ได้เสียหายอะไร แถมยังเป็นข้อดีที่ทำให้เรารู้เรื่องราวเกี่ยวกับมะเร็งยิ่งขึ้น
อาหารป้องกันมะเร็ง
ภาพประกอบ อาหารป้องกันมะเร็ง

ต้องควบคุมน้ำหนัก

การป้องกันโรคมะเร็งอย่างถูกต้องวิธีนั้น นอกเหนือจากการเคร่งครัดในการเลือกรับประทานอาหารแล้ว การออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยก็เป็นสิ่งสำคัญ ทางที่ดีพยายามควบคุมน้ำหนักตัว อย่าปล่อยให้อ้วน เพราะโรคอ้วนมีความสัมพันะ์กับการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น หน่วยพลังงานที่ผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่ควรได้ คือวันละไม่เกิน 2,000 แคลอรี และสำหรับผู้หญิง คือ ไม่เกิน 1,600 แคลอรีต่อวัน โดยรับไขมันได้ไม่เกิน 25 - 30 % ของปริมาณพลังงานทั้งหมดต่อวันเท่านั้น

การออกกำลังกายสำหรับผู้หญิง

สำหรับผู้หญิงแล้ว การออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 - 45 นาที จะช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมากเลยทีเดียว โดยสามารถออกกำลังกายอย่างง่ายๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การเดินเร็วๆ เดินขึ้นลงบันได การถูพื้น ล้างรถ รดน้ำต้นไม้

หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานและเค็มจัด

อาหารที่มีรสหวานและเค็มมากเกินไป เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคมะเร็ง ดังนั้นจึงต้องพยายามหลีกเลี่ยง หรือรับประทานอาหารที่มีรสหวานและเค็มแต่น้อยก็พอ โดยสามารถใส่เกลือ หรือ น้ำปลาได้ไม่เกิน 1 ช้อนชา ในอาหารทั้งหมดของแต่ละวัน และใส่น้ำตาลได้ไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ต่อวัน

ดื่มกาแฟแต่น้อย

รูปกาแฟ
รูปกาแฟ
คนชอบดื่มกาแฟหลายคนอจจจะไม่ถูกใจหัวข้อนี้นัก เพราะกาแฟก็มีสารก่อมะเร็งเช่นกัน นั่นก็เพราะกาแฟอีนที่มาจากกาแฟนั้นมีฤทธิ์ยับยั้งในการช่วยซ่อมแซมโมเลกุลดีเอนเอของร่างกาย จึงช่วยเสริมฤทธิ์ของการทำลายทางพันธุกรรมของสารก่อมะเร็ง การดื่มกาแฟมากไป จะทำให้ร่างกายมีคาแฟอีนในปริมาณมาก จึงเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง

ทานผักและผลไม้เยอะๆ เพื่อป้องกันมะเร็ง

การรับประทานผักผลและผลไม้ นอกจากจะทำให้ผิวสวยหน้าสวยใส และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้สะดวกอีกด้วย การรับประทานผักและผลไม้ควรทานให้ได้อย่างน้อยวันละ 500 กรัม  หรือมากกว่าครึ่งของปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละวัน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งลงได้









7 สัญญาณอันตรายบอกอาการและการป้องกันโรคมะเร็ง

8:38 PM Add Comment

7 สัญญาณอันตรายบอกอาการและการป้องกันโรคมะเร็ง

ทุกคนควรสำรวจตรวจร่างกายของตนเองอย่างสม่ำเสมอและควรพบหมอตรวจประจำทุกปี อย่างน้อยปีละครั้ง หรือถ้าพบอาการผิดปกติให้รีบปรึกษาหมอทันที เพื่อเป็นการป้องกันเกิดโรค อาการของโรคมะเร็ง จะเป็นเช่นดังนี้


ผักป้องกันมะเร็ง
ภาพประกอบ ผักป้องกันมะเร็ง



  1. มีเลือดหรือสิ่งผิดปกติออกจากร่างกาย เช่นมีตกขาวมากเกินไป
  2. มีก้อนเนื้อ หรือ ตุ่มเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งของร่างกายและก้อนนั้นโตเร็วผิดปกติ
  3. มีแผลเรื้อรัง ไม่หายง่าย ใช้ยาก็ไม่หาย
  4. มีอาการขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะที่ผิดปกติไปจากเดิม
  5. มีเสียงแหบหรือไอเรื้อรัง
  6. กลืนกินอาหารลำบาก เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
  7. มีการเปลี่ยนแปลงของหูด ไฝ ปาน ที่โตผิดปกติ

ชนิดของมะเร็งที่พบบ่อยในผู้ชาย

  • มะเร็งกระเพาะอาหาร
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่
  • มะเร็งต่อมลูกหมาก
  • มะเร็วหลอดอาหาร
  • มะเร็งตับ
  • มะเร็งลำไส้เล็ก
  • มะเร็งน้ำเหลือง

ชนิดของมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิง

  • มะเร็งเต้านม
  • มะเร็งรังไข่
  • มะเร็งปากมดลูก

การป้องกันมะเร็ง

  1. รักษาน้ำหนักตัว ไม่ให้อ้วน
  2. รับประทานอาหารในลักษณะธรรมชาติ เช่น ทานข้าวกล้อง ผัก และ ผลไม้
  3. รับประทานอาหารให้เมนูหลากหลาย โดย ยึด อาหารหลัก 5 หมู่ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน ทั้งนี้เพื่อป้องกันการได้รับสารพิษตัวใดตัวหนึ่งเป็นปนะจำ
  4. รับประทานอาหารในปริมาณไม่มาก หรือ ไม่น้อยเกินไป
  5. หลีกเลี่ยงรับประทานอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง รวมทั้งกาแฟ เหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ บุหรี่
  6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  7. พักผ่อน และพยายามไม่เครียด
  8. อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี
  9. ตรวจหามะเร็งระยะแรกเริ่มประจำปี
การป้องกันโรคมะเร็งนั้น ไม่ยาก เพียงดูและเอาใจใส่ อาหารการกิน หมั่นออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอ ไม่เครียด เท่านี้ก็สามารถห่างไกลโรคมะเร็งได้แล้ว การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ

มาทำความรู้จักโรคมะเร็ง และสาเหตุของการเกิดโรค

4:31 AM Add Comment

มาทำความรู้จักโรคมะเร็ง

พูดถึงโรคมะเร็งใครๆ ก็กลัว Admin คนเขียนก็กลัว ไม่มีใครอยากเจอ ไม่มีใครอยากเป็น เรามาลองทำความรู้จักกับโรคนี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร สามารถหลีกหนีได้ใหม


รูปหมอ
รูปภาพประกอบจาก อินเทอร์เน็ต


มะเร็ง คือ กลุ่มของโรคที่เกิดจาก เซลล์ของร่างกายเกิดผิดปกติที่ DNA หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ อย่างรวดเร็ว และมากกว่าเซลล์ปกติทั่วไป ดังนั้นจึงทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ และในที่สุดก็ทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น ทำให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยงก้อนเนื้อนั้น เรียกว่า มะเร็ง

ถ้าเซลล์พวกนี้ไปเกิดที่ตาวอวัยวะใดในร่างกาย ก็จะเรียกชื่อตามอวัยวะนั้น เช่น มะเร็งปอด มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

มะเร็งที่พบในร่างกาย เท่าที่มีตอนนี้ ที่พบในร่างกายมนุษย์ มีมากกว่า 100 ชนิด มะเร็งแต่ละชนิดก็มีการเกิดการดำเนินชนิด ไม่เหมือนกัน  เช่น มะเร็งสมอง มะเร็งปอด ก็จะมีการดำเนินชนิดของมะเร็งที่รุนแรง ผู้ป่วยก็จะอยู่ได้สั้นกว่ามะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

การรักษามะเร็งแต่ละชนิดก็จะไม่เหมือนกัน มีวิธีการรักษาแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ามะเร็งเกิดที่ใหน ระยะของการเป็นมะเร็ง สภาพร่างกายของผู้ป่วย การรักษาจะยากหรือง่ายก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์มะเร็งและการดำเนินของโรคของมะเร็ง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งผิวหนัง จะรักษาง่ายกว่ามะเร็งปอด และ มะเร็งสมองเป็นต้น


สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง

ทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มะเร็งจะมีปัจจับและสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดโรค ดังนี้


  1. เชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้อไวรัส ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งโพรงจมูก หรือเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในกระเพาะอาหาร มีคนพบว่าเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
  2. พยาธิใบไม้ในตับ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งตับ และทางเดินน้ำดี
  3. สารเคมีหลายชนิดทำให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น แอสเบสทอส ทำให้เกิดมะเร็งปอด นิเกิล โครเมี่ยม สารอนุมูลอิสระ เป็นต้น
  4. ยาบางชนิด เช่น ยาฮอร์โมน ซึ่งไม่ควรรับประทานเอง ควนจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือยารักษามะเร็งบางชนิดก็อาจจะก่อให้เกิดโรคได้ เป็นต้น

วงจรชีวิตของมะเร็ง

  1. โปรตีน มะเร็งชอบมาก เพราะมันจะได้ขยายพันธุ์ อยู่ในเนื้อ ครับ อายุมาก ก็ทานแต่น้อย
  2. ไขมัน มะเร็งใช้สร้างเนื้อร้าย ใครชอบทานก็เลิก หรือลดปริมาณในการทาน ก็จะดี
  3. เกลือ เป็นตัวที่ทำให้เซลล์มะเร็งยึดติดกันแน่น ใครชอบกินเกลือ ก็ลดลงหน่อย เช่น ฝรั่งจิ้มพริกเกลือ
ใครที่รู้ว่าเป็นมะเร็ง ก็ให้ตัดวงจรอาหารพวกนี้ หรือ คนปกติ ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ หรือ ทานน้อยลง

มีอาหารอะไรบ้างที่มะเร็งชอบ

  • โปรตีน มีอยู่ในเนื้อสัตว์ทุกชนิด
  • ไขมันจากสัตว์ เช่น หมูติดมัน เนื้อติดมัน อาหารผัดน้ำมัน ของทอดอมน้ำมัน
  • เกลือโซเดียม เกลือที่เราใช้ปรุงอาหารอยู่ทุกวัน
  • อาหารรสจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด เผ็ดจัด
  • สับปะรส

อาหารที่ผู้เป็นมะเร็งต้องกิน

  • วิตามินซี มีในผัก ผลไม้ต่างๆ
  • เบต้าแคโรทีน พืชผักใบเขียว สีส้ม
  • เซราเนียม มีในหอมแดง หอมใหญ่ กระเทียม
เราก็ได้ทำความรู้จักกับโรคมะเร็ง และสาเหตุของการเกิดโรคไปแล้ว ใครที่ได้อ่านและรู้ว่าตัวเองกินอาหารประเภทใหน ที่มะเร็งชอบ ก็ให้หยุด และหันมาดูแลสุขภาพกินอาหารที่มะเร็งไม่ชอบ


Advertisment